Get Adobe Flash player

นับจำนวนผู้เข้าชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday21
mod_vvisit_counterYesterday94
mod_vvisit_counterThis week21
mod_vvisit_counterLast week562
mod_vvisit_counterThis month1065
mod_vvisit_counterLast month1157
mod_vvisit_counterAll days52635

Online (20 minutes ago): 1
Your IP: 54.92.141.211
,
Today: ต.ค. 22, 2017
ดัชนีบทความ
ประวัติโดยย่อของข้าพเจ้า พันเสือ
สรุปงานในปี พ.ศ.ปี๒๕๕๖
ทุกหน้า
สรุปงานใน ปี พ.ศ.๒๕๕๖ 

จากนั้นไป ก็ไปทำพิธีพลี ไม้ประจำทวีป    คนเริ่มพูดถึง ปัญจสิกขะคนธรรพบุตร กันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรูป เนื้อผงเทพบันเทิง เหรียญเทพบันเทิง สติ๊กเกอร์เทพบันเทิง ธงเทพบันเทิง และบทเพลงที่ท่านได้ขับร้อง ไว้ในพระไตรปิฎก ข้าพเจ้าได้มอบให้ รต.สมัคร กานแหยม เป็นผู้ดำเนินงานเรียบเรียงเป็นบทเพลงขึ้นมาใหม่ ให้ชื่อว่า บทเพลงแห่งคนธรรมราช ทำให้หลายๆ คน พูดถึงเรื่อเศียรขององค์ปัญจสิกขะคนธรรพบุตร เพราะว่าตอนนี้ ภาพของท่าน สมเด็จเนื้อผง เหรียญของท่าน สติ๊กเกอร์ของท่าน ธงของท่าน และบทเพลงของท่าน รวมไปถึง ผู้ที่มีคุณสมบัติที่จะเป็นคนครอบเศียรให้กับลูกหลาน และเด็กรุ่นหลังสืบไป เราก็ได้พบแล้ว ครูสมัคร การแหยม นั้น เพียบพร้อมไปด้วย วัยวุฒิและคุณวุฒิ อีกทั้งยังเป็นลูกศิษย์ของครูเฉลิม บัวทั่ง ศิลปินแห่งชาติ สาขาดนตรีไทย ครูสมัคร กานแหยมนั้น ได้ทั้งดนตรีไทย และสากล ปัจจุบันได้ปรับวงปีพาทย์มอญไว้หลายวง รวมไปถึง แตรวง ลิเก โขน ครูสมัคร อยู่วงการนี้มาทั้งชีวิต จึงไม่แปลกอะไร ที่ครูสมัคร จะเข้าใจถึงดนตรีไทย อย่างแท้จริง ข้าพเจ้ายังได้สนทนา กับครูสมัคร กรานแหยม อีกว่า ได้รับสายมงคล และคำกล่าวองค์การ เชิญครู จากครูเฉลิม บัวทั่ง หรือป่าว ครูสมัคร บอกว่า ได้รับ ผมจึงตกลงใจทันทีว่า ถึงเวลาแล้วกระมัง ที่เศียรของ องค์ปัญจสิกขคนธรรพบุตร จะถือกำเนิดเสียที ผมเองจึงได้นำเรื่องนี้ ไปปรึกษาคณะสงฆ์และทีมงานที่เป็นฆราวาส ในที่ประชุมได้เห็นพ้องต้องกัน จึงได้เริ่มตามหาช่างมาปั้นเศียร โดยให้ทางครูสมัคร เป็นผู้ดำเนินงาน เวลาผ่านไปหลายเดือน งานที่ออกมาไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ทั้งลักษณะ และความสวยงาม ยังไม่ได้ เพราะงานนี้ไม่ใช่เศียรธรรมดา แต่เป็นเศียรครู และเป็นเศียรแรก ข้าพเจ้าต้องการความประณีต ความสวยงาม ตามที่พระไตรปิฎกได้บรรยายพรรณนาเอาไว้ ทางครูสมัคร ก็ได้ดำเนินงาน ติดต่ออีกหลายที่ แต่ก็ไม่มีใครกล้าที่จะรับทำงานนี้ ข้าพเจ้าเองก็พอจะรู้อยู่เหมือนกันว่า มันเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่เราคิดไว้นั้นยังไม่ใช่ แต่ว่ามันติดเรื่ออะไรสักอย่างหนึ่ง จะเป็นเรื่องจำนานของเศียรหรือป่าว หรือจะเป็นเรื่องลักษณะของเศียร อาจจะมีอะไรโดดเด่นกว่าที่เราคิด ถ้าเป็นเรื่องจำนวนของเศียร ถ้าสร้าง ๔ เศียรก็เท่ากับ ธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม หรือ ถ้าสร้าง ๕ เศียร ก็สร้างเท่ากับ พระพุทธเจ้าในพุทธันดรนี้ มี ๕ พระองค์ คือ พระกกุสันทะ พระโกนาคะมะนะ พระกัสสะแปะ พระโคตรมะ พระศรีอริยเมตไตย์ หรือที่เราเรียกกันว่า พระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ หรือจะสร้างทั้ง ๙ เศียร เท่ากับลูกนิมิตทั้ง ๙ ลูก ตอนนั้นข้าพเจ้าคิดได้อย่างเดียวว่า ถ้าตีปริศนาข้อนี้แตกเมื่อไหร่ คนปั้นเศียรก็จะมาหาเราเอง ข้าพเจ้าจึงต้องปล่อยให้เวลาผ่านไปซักระยะหนึ่งเพื่อรอคำตอบ และวันนั้นก็มาถึง วันที่ข้าพเจ้าไปหาบอยวีดีโอ ที่ร้านคลอง ๑๓ พอไปถึงได้พูดคุยกันพักหนึ่ง บอกก็ถามข้าพเจ้าว่า อาจารย์เคยไปถ่ำสาลิกาที่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ได้พำนักและปฏิบัติธรรมหรือป่าว ข้าพเจ้าตอบเลยว่าเปล่า ได้อ่านประวัติท่านอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่เคยไป ที่ถ่ำนั้นเสียที บอยถามข้าพเจ้าต่อไปอีกว่า เราไปที่ถ่ำนั้นกันดีไหม ข้าพเจ้าสะกิดในใจขึ้นมาที ว่าถ่ำนี้ เป็นถ่ำที่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านได้บรรลุธรรม อาจารย์ถึก จักราช ครั้งหนึ่ง ได้ฝากตัวเป็นศิษย์ กับพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต การไปที่ถ่ำครั้งนี้ อาจจะมีคำตอบที่เรารอคอยอยู่ก็ได้ ข้าพเจ้าจึงตอบตกลงทันที วันนั้นพวกเราเดินทางไปที่ถ่ำสาลิกาด้วยกัน ๔ คน มีหลวงพี่จง บอยวีดีโอ รุนหนองเสือ และตัวข้าพเจ้า ในวันนั้น เราเดินทางกันไปเรื่อยๆ ไม่ได้เร่งร้อนอะไร พอเดินทางไปได้ระยะหนึ่งเข้าเขตเขาสาลิกา พวกเราก็รู้สึกได้ทันทีว่า ในสมัยหลวงปู่ ที่มาพำนักอยู่ที่นี่ คงลำบากหน้าดู เพราะทุกวันนี้ถึงแม้ว่า ถนนหนทางจะดีแล้วก็ตาม แต่ทุกวันนี้บ้านคนก็ยังไม่ค่อยจะมีมากนัก มีแต่ป่าเขาเป็นส่วนใหญ่ พวกเรา ๔ คน พูดกันไปคุยกันไป จนมาถึงที่วัด ถ่ำสาลิกา เขามีป้ายเขียนไว้ที่หน้าวัด พอเราเลี้ยวรถเข้าไปภายในวัด ก็รู้สึกได้ทันที ถึงความสงบความร่มรื่น ความร่มเย็นของต้นไม้ พวกเราเดินขึ้นไปบนเขา ตามบันได ที่ทางวัดทำไว้แล้วเป็นอย่างดี พวกเราเดินขึ้นไปเรื่อยๆ จนไปถึงถ่ำที่อาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้มาพำนักและปฏิบัติธรรมในถ่ำนี้ พอเราขึ้นไปถึงก็ได้เห็นพระภิกษุรูปหนึ่ง และได้สนทนากันพักหนึ่งท่านยังบอกกับพวกเราอีกว่า เมื่อไหว้พระที่ถ่ำเสร็จแล้วให้ขึ้นไปไหว้พระที่โบสถบนยอดเขา ขาลงท่านยังบอกให้ไปไหว้พระบรมสารีริกธาตุที่หอพระ ข้าพเจ้าจึงเดินไปที่ถ่ำ ก้มลงกราบรูปปั้นหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จากนั้นข้าพเจ้า นั่งพิจารณาครูหนึ่งว่า หลวงปู่ท่านมีใจเด็ดเดี่ยวเป็นแน่แท้ เพราะสมัยก่อนทางขึ้นทางลงคงลำบากไม่ใช่น้อย ถ่ำนี้ก็ไม่ใหญ่มากนักแต่ความเงียบสงบไม่ต้องพูดถึง ข้าพเจ้านั่งพิจารณาพักหนึ่ง ก็เดินขึ้นไปที่ยอดเขา เพื่อไปไหว้พระที่โบถส พอไปถึงก็ต้องทึ่ง เพราะโบสถนั้นสวยงามมาก บนยอดเขาอากาศก็ดี พวกเราไหว้พระในโบสถเสร็จแล้ว ก็เดินออกมานั่งรับลมครู่หนึ่ง พอหายเหนื่อย แล้วพวกเราก็เดินลงมาที่หอพระ มีรูปปั้นหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ยืนอยู่ และมีพระบรมสารีริกธาตุ และอรหันตธาตุ พวกเรากราบพระบรมสารีริกธาตุและอรหันตธาตุ และก็เดินไปที่ห้องสมุด อยู่ใกล้ๆกัน ไม่ห่างกันมากนั้น และเวลาที่เรารอคอยก็มาถึง เมื่อข้าพเจ้าและหลวงพี่จง เข้าไปในห้องสมุด ก็ได้พบกับรูปภาพ ภาพหนึ่งเป็นภาพ ๓๑ ภพภูมิ ประกอบไปด้วย นรก มนุษย์ สวรรค์ ภาพจักรวาล สิ่งที่สะดุดตามากที่สุด คือภาพเขาสิเนรุ ภาพมนุษย์ทั้ง ๔ ทวีปที่สำคัญที่สุด คือ สัญลักษณ์ รูปสี่เหลี่ยม รูปพระจันทร์ รูปบาตร รูปไข่ เป็นสัญลักษณ์ของมนุษย์ทั้ง ๔ ทวีป ล้อมรอบเขาสิเนรุอยู่ทั้ง ๔ ทิศ ข้าพเจ้านึกถึงทันทีว่า ตอนที่บอยวีดีโอ ตัดต่อภาพเทพบันเทิงนั้น ช่วงที่ขยายภาพให้ใหญ่ขึ้น ผมเห็นตรงชฏาเหนือหน้าผาก มีช่องเพื่อที่จะให้ใส่พลอย หรืออักขระ อะไรสักอย่างพอข้าพเจ้าเห็น สัญลักษณ์ทั้ง ๔ นี้ ก็มั่นใจว่าใช่แน่ ผมนั่งพิจารณาอยู่กับหลวงพี่จง และได้ประมวลพระสูตรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์ปัญจสิกขคนธรรพบุตร ว่าท้าวสักกะจอมเทพ ได้บรรลุพระโสดาบัน และได้ระลึกถึงคุณขององค์ปัญจสิกขคนธรรพบุตร จึงได้ตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเทพบิดร และมีเทวะองค์การ แต่งตั้งให้ท่านเป็นคนธรรมราช หรือพระราชาแห่งคนธรรนั่นเอง จึงถือได้ว่า ท่านเป็นบิดาแห่งดนตรี ส่วนท้าวสักกะจอมเทพ หรือพระอินทร์ ท่านปกครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อยู่บนยอดเขาสิเนรุ ท่านพำนักอยู่ในปราสาทเวศชยัญตปราสารท พอเราดูภาพ ๓๑ ภพภูมิ และประมวลเรื่องราวต่างๆ พอสมควรพวกเราก็ได้เดินทางกลับ จากนั้นข้าพเจ้าและหลวงพี่จง ได้กลับมาค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาพ ๓๑ ภพภูมิ ว่ามีที่มาเป็นอย่างไร และเราก็ได้ค้นพบว่าองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทางตรัสไว้ใน จุฬนีสูตร พระไตรปิฎกหน้า ๒๑๕ เล่มที่ ๒๐ ว่าจักวาลประกอบด้วย ดวงจันทร์ โลก ดวงอาทิตย์ และดาวเคาะทั้งหลาย โคจรไปรว่มกัน มีขุนเขาสิเนรุ(เขาพระสุเมรุ) เป็นภูเขาทิพย์ ที่เห็นได้เฉพาะผู้มีอภิญญา ทวีปต่างๆ ที่ตั้งชื่อกันสมัยนั้น คือ ชมพูทวีป อปรโคญาณทวีป อุตรอุรุทวีป และบุพพวิเทหะทวีป มหาสมุทรทั้ง ๔ (นับกันได้ในสมัยนั้น) มีขุมนรกต่างๆ สวรรค์ชั้นต่างๆ และพรหมโลกชั้นต่างๆ โลกธาตุมี ๓ ขนาด คือ โลกธาตุอย่างเล็กมีจำนวนพันจักวาล โลกธาตุอย่างกลาง มีจำนวนล้านจักวาล โลกธาตุอย่างใหญ่มีจำนวนแสนโกฏิจักวาล ทั้งโลกธาตุอย่างเล็กก็ดี อย่างกลางก็ดี อย่างใหญ่ก็ดี ยังมีอีกจำนวนมากมายทุกสิ่งทุกอย่าง มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ในที่สุด กำเนิดของโลกพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ในอัคคัญญสูตร พระไตรปิฎกหน้า ๖๑ เล่ม ๑๑ ว่า เกิดมีน้ำขึ้นในห้วงอวกาศอันมึดมิดก่อนแล้วนานๆ ไปเกิดการรวมตัวงวดเข้าเป็นง้วนดิน แล้วพัฒนาเป็นกบิดิน ต่อไปเป็นเคลือดิน จากนั้นมีต้นข้าวและพืชทั้งหลายเกิดขึ้น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ หมู่ดาว นรกขุมต่างๆ เทวโลกและพรหมโลกชั้นต่างๆ ก็เกิดขึ้นเอง กำเนิดชีวิต พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า เพราะมีความอยากจึงมีการเกิด เป็นสัตว์เป็นบุคคลขึ้นมา เมื่อไม่มีความอยากการเกิดเป็นสัตว์เป็นบุคคลก็ไม่มี

 

๑.ชมพูทวีป ตั้งอยู่ทิศใต้ของเขาสิเนรุ(เขาพระสุเมรุ) มีธาตุมรกตอยู่ทางทิศใต้ของเขาสิเนรุแสงสะท้อนของธาตุมรกตทำให้ท้องฟ้าและมหาสมุทรของชมพูทวีปมีสีน้ำเงินแกมเขียว มนุษย์ที่ชมพูทวีปมีความสูง ๔ ศอก มีอายุประมาณ ๑๐๐ ปี (อาจตายก่อนอายุได้ไม่แน่นอน) มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ อายุยิ่งหย่อนขึ้นอยู่กับคุณธรรมไม่แน่นอน สมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่าพระวิปัสสี มนุษย์ในชมพูทวีป มีอายุถึงแปดหมื่นปี สมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่า พระเรวะตะมนุษย์ในชมพูทวีป มีความสูงถึงแปดสิบศอก แต่เมื่อคุณธรรมเสื่อมลงจิตใจหยาบช้าลงอาหารเลวลง อายุก็ลดลงร่างกายก็เตี้ยลง ต่อไปภายภาคหน้ามนุษย์ในชมพุทวีปจะมีอายุเพียง ๑๐ เท่านั้น และตัวจะเตี้ยถึงขนาดต้องสอยมะเขือกิน เรียกยุคนั้นว่า ยุคทมิน เป็นยุคที่เสื่อมที่สุดของชมพูทวีป ชมพูทวีปเป็นทวีปเดียวที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ต้องมาตรัสรู้ที่ทวีปนี้เท่านั้น

 

 

 

๒. อปรโคญาณทวีป ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเขาสิเนรุ(เขาพระสุเมรุ) เป็นแผ่นดินกว้างเจ็ดพันโยชน์ ประกอบด้วยเกาะและแม่น้ำใหญ่น้อย มีธาตุแก้วผลึกอยู่ทางทิศตะวันตกของเขาสิเนรุ แสงสะท้อนของธาตุแก้วผลึกทำให้ท้องฟ้าและมหาสมุทรของอปรโคญาณทวีป มีสีแก้วผลึก มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้มีรูปหน้าเหมือน พระจันทร์ครึ่งซีกมีใบหน้าวงกลม คล้ายวงพระจันทร์ คนหน้าเหมือนดั่งเดือนแรมจมูกโด่งคางแหลม มนุษย์ที่อปรโคญาณทวีปมีความสูง ๖ ศอกมีอายุ ๕๐๐ ปี (จะมีตายก่อนอายุเป็นกฎตายตัว)

 

 

 

 

 

 

๓. บุพพะวิเทหะทวีป ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเขาสิเนรุ(เขาพระสุเมรุ) เนื้อที่กว้าง เจ็ดพันโยชน์ มีเกาะสี่ร้อยเกาะ มีธาตุเงินอยู่ทางทิศตะวันออกของเขาสิเนรุ แสงสะท้อนของธาตุเงินทำให้ท้องฟ้าและมหาสมุทรของบุพพะวิเทหะทวีปมีสีเงิน มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้มีรูปหน้าเหมือนพระจันทร์เต็มดวงคนหน้ากลมเหมือนดวงจันทร์ มีใบหน้าตอนบนโค้งตัดลงมาเหมือนบาตร มนุษย์ที่บุพพะวิเทหะทวีปมีความสูง ๙ ศอก มีอายุ ๗๐๐ ปี (จะไม่ตายก่อนอายุเป็นกฎตายตัว)

 

 

 

 

๔. อุตรกุรุทวีป ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเขาสิเนรุ(เขาพระสุเมรุ) มีพื้นที่เป็นรูปสี่เหลี่ยม เนื้อที่กว้างแปดพันโยชน์ เป็นที่ราบมีธาตุทองคำอยู่ทางทิศเหนือของเขาสิเนรุ แสงสะท้อนของธาตุทองคำทำให้ท้องฟ้าและมหาสมุทรของอุตรกุรุทวีป มีสีเหลืองทอง มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้รูปร่างงามมีลักษณะใบหน้าเป็นรูปสี่เหลี่ยม รักษาศีล ๕ เป็นนิจ ไม่ยึดถือสมบัติ บุตร ภรรยา สามี ว่า เป็นของๆตน มนุษย์ที่อุตรกุรุทวีป มีความสูง ๑๓ ศอก มีอายุ ๑,๐๐๐ ปี (จะไม่ตายก่อนอายุเป็นกฏตายตัว) มีต้นไม่นานาชนิด ถ้าอยากได้อะไรก็ไปนึกเอาที่ต้นกัลปพฤกษ์ จะสมปรารถนา มนุษย์ที่อุตรกุรุทวีป เมื่อตายจากทวีปนี้ทุกคนจะได้ไปเกิดในเทวภูมิชั้นตาวติงสาห์ภูมิทุกๆคน เป็นกฎตายตัว ในพระบาลี อุตร แปลว่าเหนือ เพราะเหตุนี้จึงเรียกทวีปนี้ว่าอุตรกุรุทวีป

 

 

 

เมื่อข้าพเจ้าและหลวงพี่จง ได้ศึกษาจนกระจ่างแล้ว ข้าพเจ้ายังได้ปรึกษากับหลวงพี่จงอีกว่า ถ้าสัญลักษณ์ทั้ง ๔ นี้ จะอยู่ที่ชฎา เหนือหน้าผาก เศียรของเทพบันเทิงแล้วพระพักต์หรือใบหน้าของเทพบันเทิง จะต้องเป็นสีเดียวกันกับสีของสัญลักษณ์ทั้ง ๔ ทวีป หรือไม่ สิ่งที่สรุปคือ น่าจะเป็นสีเดียวกันแล้วสิ่งที่คิดต่อมมาอีกคือ เศียรทั้ง ๔ นี้ คงไม่ได้อยู่กับใคร คงจะอยู่ที่ไหนซักที่ และสถานที่นั้นต้องเกี่ยวกับพุทธศาสนา ส่วนจะเป็นที่ไหนคงต้องรอดูกันต่อไป ส่วนเศียรที่จะเป็นเศียรสำหรับครอบให้กับบรรดาลูกหลานและศิลปิน คงต้องเป็นเศียรอื่นที่ไม่ใช่ ๔ เศียรนี้ จึงสรุปได้ว่า เศียรต้องมี ๙ เศียรแน่นอน เพราะอีก ๕ เศียร จะมีอักขระ ที่ชฏาเหนือหน้าผาก ทั้ง ๕ เศียร ว่า นะโมพุทธายะ รวมเศียรทั้ง ๔ ทวีป จึงเป็น ๙ เศียร ถ้าสิ่งที่พวกเราคิดถูกต้อง คนที่จะมาปั้นเศียรให้เราคงจะมาหาเราในเร็ววันนี้

จากวันนั้นมาไม่นานทางแดงหนองเสือส่งข่าวว่าจะมีคนมาหาข้าพเจ้า ตอนนั้นไม่รู้ว่าเป็นใครแต่พอมาพบปะคุยกัน จึงรู้ว่าเป็นทหารอากาศ (ไม่ประสงค์ออกนาม) ได้พูดคุยกัน จึงได้รู้ว่าทางนายทหารรู้จักกับคนปั้นฝีมือดีคนหนึ่ง ทำงานอยู่ในกรมศิลปากร ชื่อ สาธิต ไชหงษ์ หรือ ที่เราเรียกกันว่า (โซฮานเจ้ายุทธจักร) ตอนหลังได้แนะนำให้รู้จักกันและได้เริ่มปั้นเศียรขึ้น ทางเราให้ปั้นถึง ๙ เศียร ตามที่คณะสงฆ์และข้าพเจ้า ได้คาดการณ์เอาไว้ แต่เรื่องก็ยังไม่จบอย่างที่คิด คือ ช่างปั้นติดต่อมาว่า จุกของเศียรเทพบันเทิงและขาตั้งเศียรจะใช้ไม่อะไรดี ผมคิดอยู่นาน ในตอนนั้นและสิ่งหนึ่งที่ฝังใจข้าพเจ้าอยู่เสมอคือตอนที่ท่านอาจารย์ถึกจักราช ยังดำรงชีวิตอยู่นั้น ท่านจะพูดอยู่เสมอว่า ต่อไปข้างหน้าถ้าท่านเสียชีวิตไปแล้ว เรื่องบางเรื่องถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจตรงไหนให้ไปดูในพระไตรปิฎกท่านจะพูดอยู่เสมอๆ ตอนนั้นข้าพเจ้าฟังก็ยังไม่เข้าใจสักเท่าไหร่ แต่มาตอนนี้ ข้าพเจ้าเริ่มจะเข้าใจแล้วว่าความหมายของท่านคืออะไร พวกเราจึงต้องย้อนกลับไปดูในพระไตรปิฎกอีกครั้ง และคราวนี้ข้าพเจ้า ลงพี่จง รวมไปถึง อาจารย์ชัย วัดดงพระราม ต้องมาช่วยกันค้นหา ว่าไม้ประจำทวีปทั้ง ๔ ทวีป มีอยู่หรือไม่ ถ้ามีเป็นไม้อะไร สรุปสิ่งที่เราค้นหานั้น มีอยู่จริง คือ ไม้ประจำชมพูทวีป คือ ไม้ชมพู หรือไม้หว้า ไม้ประจำทวีปอปรโคญาณทวีป คือ ไม้กะทัมพะ หรือ ไม้กระทุ่ม ไม้ประจำทวีปปุพวเทหทวีป คือ สิรีสะ หรือ ไม้ ทรึก ไม้ประจำอุตรกุรุทวีป คือ ไม้ กัปปรุกขะ หรือ ไม้กัลปพฤกษ์ อาจารย์ชัย เป็นผู้ที่องค์ความรู้เรื่องต้นไม้มากที่สุดเพราะงานนี้ไม่ได้เป็นงานแรกของท่าน งานสมเด็จ ๕ พญา ก็เป็นท่านนี่แหละที่เป็นผู้ช่วยตามหาพญาไม้ทั้ง ๕ ว่า อยู่ที่ไหน งานนี้ก็เหมือนเดิม อาจารย์ชัย เป็นผู้ตามหาไม้ทั้ง ๔ ทวีป เมื่อหาพบแล้ว ท่านจึงส่งข่าวให้ข้าพเจ้าและทีมงานได้ทราบ ข้าพเจ้าจึงนัดทีมงานเพื่อไปทำพิธีพลีไม้ทั้ง ๔ ทวีป งานนี้เราไปกันเกือบครบขาดแต่บอยวีดีโอ งานนี้ไม่ได้ไป ส่วนที่ไป ด้วยกันงานนี้คือ แดงหนองเสือ เตรียมเรื่องรถ รุนหนองเสือเตรียมอุปกรณ์ตัดต้นไม้ เล็กหนองเสือเตรียมสะเบียงอาหาร โอหนองเสือเป็นลูกมือข้าพเจ้าในการตั้งปรัมพิธี รักหนองเสือก็เหมือนเดิมเป็นตากล้อง และถ่ายทำวีดีโอ ส่วนอีกสองท่านที่ขาดไม่ได้ก็คือ อาจารย์ชัย และหลวงพี่จง เพราะงานนี้ขาดไม่ได้เพราะพวกเรากลัวจะไปเอาไม้มาผิด ที่สำคัญเราไม่รู้ว่าไม้อยู่ที่ไหน จึงต้องนิมนต์ท่านไปด้วย ช่วงที่เราเดินทางไปถึงวัดดงพระราม จังหวัดปราจีนบุรี ฝนก็ตกหนักมากพวกเรารอจนฝนหยุดตก อาจารย์ชัยท่านบอกกับพวกเราว่า ไม่ทั้ง ๔ ทวีป เป็นไม้พื้นบ้านหาได้ทั่วไป แต่ละที่อาจจะเรียกแตกต่างกันอยู่บ้างเท่านั้นเอง พอฝนหยุดตกพวกเราก็เริ่มกันเลย เริ่มพิธีพลีไม้ประจำชมพูทวีปหรือไม้หว้า จากนั้นไป ก็ไปทำพิธีพลีไม้ประจำทวีปอปรโคญาณทวีป คือไม้กะทัมพะ หรือไม้กระทุ่ม จากนั้นไป ก็ไปทำพิธีพลีไม้ประจำทวีป อุตรกุรุทวีป คือ ไม้กัปปรุกขะ หรือไม้ กัลปพฤษ์ จากนั้นไปพวกเราก็ไปทำพิธีพลี ไม้ประจำทวีปปุพพะวิเทหะ หรือ ไม้สิรีสะ หรือ ไม้ทรึก พวกเราทำพิธีพลีไม่ทั้ง ๔ ทวีป เสร็จก็เกือบมืดพอดี จากนั้นเราก็ลำเรียงไม่ส่งไปให้ช่างปั้นเศียรที่จังหวัดนครปฐม เพื่อรอให้ไม้แห้งสนิท เพื่อจะกลึงเป็นจุก ขององค์ปัญจะสิกขะคนธรรพบุตร และกลึงเป็นฐานตั้งเศียร และสิ่งที่ต้องทำต่อมาก็คือกรอบกระจกที่จะใส่เศียรทั้ง ๙ เศียร ทีมงานบอกว่า อาจารย์งบประมาณของเราคงจะไม่พอ ตอนนั้นข้าพเจ้าได้ปรึกษาช่างปั้นเศียรในเรื่องนี้ ช่างก็ให้คำแนะนำว่า เศียรนี้เป็นเศียรใหม่ ถึงแม้เรื่องราวของท่านจะมาในพระไตรปิฎก สองพันกว่าปีแล้วก็ตาม เศียรทั้ง ๙ เศียร ก็ยังเป็

ศิลปะร่วมสมัยอีกด้วยส่วนฐานก็ออกแบบให้เข้ากับเศียรถ้าเป็นไปได้ก็น่าจะทำกรอบให้เข้ากับเศียรและขาตั้ง ข้าพเจ้าจึงลองสอบถามเรื่องราคาก็รู้ว่าราคาพอสมควรเหมือนกันจึงได้นำเรื่องนี้ มาปรึกษาคณะสงฆ์และฆราวาส และทุกท่านก็เห็นพ้องต้องกันว่า ควรจะทำให้เสร็จเสียที่เดียว

จากนั้นมาไม่นานทางแดงหนองเสือส่งข่าวว่าทาง คุณแน่งน้อย คงสว่าง และคุณวันชัย กรานแหยม เจ้าของบริษัทบางบัวลิทเติ้ลทัว ขอเป็นเจ้าภาพสร้างเศียรทองเทพบันเทิงร่วมทำบุญมา ห้าหมื่นบาท เราจึงมีเงินพอที่จะทำกรอบให้เสร็จ ส่วนในปีนี้มีเสาร์ ๕ ถึง ๒ ครั้ง คือ วันเสาร์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๔ ตรงกับวันที่ ๑๖ มีนาคม และวันเสาร์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือนอ้าย ตรงกับวันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๖ ในวันเสาร์ ๕ ทั้งสองครั้งนี้ ได้จารตระกุดและสาธยายมนต์คุณขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้ที่ตระกุด และนำไปบรรจุไว้ในจุกของเศียรองค์ปัญจสิกขะคนธรรพบุตร ที่กลึงด้วยไม้และ


ปิดผนึกเอาไว้ และรอ วันเวลา เสาร์ ๕ เพื่อสาธยายมนต์เทวาพิเษกต่อไป

*********************

ส่วนเรื่องเพลงจากพี่ถึงน้อง ที่มีคนถามถึงกัน ซึ่งข้าพเจ้าเกือบลืมไปแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง บทเพลงนี้มีที่มาอยู่ว่าเมื่อหลายปีก่อน ในช่วงที่ข้าพเจ้ายังแต่งเพลงอยู่ มีวันหนึ่งได้พบกับอาจารย์ท่านหนึ่งเป็นอาจารย์สอนข้าพเจ้าตอนที่ข้าพเจ้ายังศึกษาสมัยมัธยม ชื่อ อาจารย์ทำเนียบ สุขขี ท่านเป็นอาจารย์สอนดนตรีอยู่ที่โรงเรียนหนองเสือวิทยาคม ได้สนทนากันครูหนึ่ง ท่านยังบอกอีกว่า ได้แต่งเพลงไว้ท่อนหนึ่งนานแล้ว แต่ไม่จบเสียที ท่านจึงร้องให้ข้าพเจ้าฟังมี ใจความว่า ความรู้ดี มีวินัย ใช้ประหยัด ใจซื่อสัตย์ คุณธรรม สามัคคี เมตตา ศรัทธาสร้างแต่ความดี รักศักดิ์ศรี ของเราเท่าชีวัน เมื่อท่านร้องจบ ข้าพเจ้าจึงรับปากกับท่านว่า จะแต่งเพลงนี้ให้จบ หลังจากนั้นไปอีกหลายเดือนบทเพลงนี้จึงเขียนเสร็จโดยมีเนื้อหาและใจความในเรื่องของการให้กำลังใจ จากรุ่นพี่ถึงรุ่นน้องของชาวหนองเสือโดยให้ ตี๋ ภูธร เป็นผู้เรียบเรียงเสียงประสาน หงอนที่โสกนาก เป็นซาวด์เอ็นจีเนีย

 

ผมให้ชื่อเพลงนี้ว่า จากพี่ถึงน้อง ส่วนผู้ที่ติดตามเรื่องนี้อาจจะได้ฟังเสียงดนตรีและคำร้อง ส่วนเสียงร้องของข้าพเจ้าต้องขอโทษด้วย เพราะนาทีนี้คงไม่เหมาะที่จะนำออกมา

******************************