Get Adobe Flash player

นับจำนวนผู้เข้าชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday64
mod_vvisit_counterYesterday27
mod_vvisit_counterThis week392
mod_vvisit_counterLast week361
mod_vvisit_counterThis month781
mod_vvisit_counterLast month2263
mod_vvisit_counterAll days56321

Online (20 minutes ago): 5
Your IP: 54.82.79.109
,
Today: ธ.ค. 15, 2017
ดัชนีบทความ
ประวัติโดยย่อของข้าพเจ้า พันเสือ
สรุปงานในปี พ.ศ.ปี๒๕๕๖
ทุกหน้า

ข้าพเจ้า พันเสือ เกิดเป็นลูกชาวนา มีพี่น้อง ๕ คน ผมเป็นคนที่ ๕ อยู่ อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี ในปฐมวัย  ข้าพเจ้าถึงเกณฑ์เข้าเรียน  ข้าพเจ้าได้ไปศึกษา   ณ โรงเรียนใกล้บ้าน คือโรงเรียนวัดจตุพิธวราวาส พอศึกษาถึงปฐมสี่ ก็ขอ พ่อและแม่ไปอยู่ที่วัดจตุพิธวราวาส ตอนนั้นผมไปอยู่ที่วัดจตุพิธวราวาส ช่วงนั้นไฟฟ้ายังไม่มี ยังใช้ตะเกียงอยู่เลย

พอตกดึกหมามันหอนทั้งคืน ผมจึงต้องหาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และได้สนิทกับหลวงตา รูปหนึ่ง ท่านชื่อ สง่าท่านรักและเอ็นดูผมมาก ท่านได้สอนคาถากันผี จึงเป็น อาจารย์องค์แรก ที่ทำให้ผมได้มีโอกาสสัมผัสกับเส้นทางนี้ในช่วงประถมสี่ถึงประถมหก ผมได้มีโอกาส ศึกษาและเล่นดนตรีไทย จนจบประถมหก

ก็ได้ไปศึกษาต่อมัธยมหนึ่ง ที่โรงเรียนหนองเสือวิทยาคม และในช่วงที่ศึกษามัธยมนั้น บ้างของผมเลี้ยงปลาผมจึงต้องไปนอนเฝ้าบ่อปลา ที่ปลายนาคนเดียว มีอยู่วันหนึ่ง ญาติของพ่อมาหาพ่อที่บ้าน ผมเห็นแก ก็ยกมือไหว้ ตอนนั้นลุงแก อายุประมาณ ๕๐ เห็นจะได้ ลุงแกนั่งคุยกับพ่อผมพักใหญ่ ในตอนนั้นเป็นเวลาเย็นพอดี ผมเริ่มเตรียมตัวเดินทางไปนอนเฝ้าบ่อปลาที่ปลายนา ลุงแกเห็นผมเตรียมของเดินทาง แกจึงถามว่า ไอ้หนูจะไปไหน ผมบอกแกว่า จะไปนอนเฝ้าบ่อปลาที่ปลายนา ลุงแกจึงถามผมต่อไปว่า ไม่กลัวผีหรือ พ่อผมบอกว่ามันไม่กลัวหรอก ไอ้คนนี้มันเป็นเด็กวัดเก่า ลุงแกเลยถามผมว่า ไปอยู่วัดได้อะไรมาบ้าง ผมเลยท่อง อิติปิโสถอยหลังให้ท่านฟัง ลุงแกชอบใจใหญ่ ลุงแกจึงบอกกับผมว่า มาเป็นลูกบุญธรรมลุงไหม ลุงจะสอนวิชาให้พ่อผมบอกว่า ลุงแกเป็นเสือเก่า มีวิชาติดตัวพอตัวเลยที่เดียว และแกก็ไม่ค่อยรับใครเป็นศิษย์ซักเท่าไรนัก ในตอนนั้นผมคิดในใจว่า ไปอยู่ปลายนาคนเดียวบางครั้งก็หวิวๆ เหมือนกัน ในเมื่อมีโอกาสเรียน ก็ควรจะเรียนติดตัวไว้บ้าง เป็นครั้งที่สองที่ผมได้เข้ามาอยู่เส้นทางนี้ ในช่วงเวลาเรียนมัธยม ก็ได้ศึกษาวิชา กับพ่อบุญธรรม ที่ ชื่อเหลิม และเมื่อจบมัธยมหก

ผมก็ได้เข้าไปหางานทำที่กรุงเทพฯ อยู่แถวสมุทรปราการ ได้ทำงานอยู่หลายที่ แต่ในที่สุดก็ได้ทำงาน อยู่หลายที่แต่ในที่สุดก็ได้ไปทำงานที่บริษัทไทยฮอนด้าเมนูแฟคเจอริ่งจำกัด(แฟสชี่รุ่นที่ ๗)  อยู่แถวสำโรง และในขณะนั้นเอง เรื่องราวต่างๆ ที่ไม่น่าเชื่อ ก็เริ่มเข้ามาสู่ในชีวิตของผมโดยลำดับ ในขณะที่ทำงานตามปกติอยู่ มีอยู่คืนหนึ่งเพื่อนของผมได้ชวนไปดูคอนเสิร์ต ที่ปากน้ำ เป็นร้านอาหารมีวงดนตรีเพื่อชีวิต(คาราบาว)มาเล่นที่นั่น ผมทนเพื่อนเซ้าซี้ไม่ไหวก็เลยต้องไปพอเลิกงานกะบ่าย เวลา สองยาม เราก็ออกเดินทางไปกันเลย พอเดินทางไปถึง ในขณะนั้นวงดนตรีได้เล่นอยู่ก่อนแล้ว มีคนอยู่ประมาณสี่ห้าสิบคนเห็นจะได้ งานที่จัดไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก ดูเหมือนจะจัดเป็นกันเองมากกว่า เพื่อนของผมรู้จักกับเจ้าของร้านเป็นอย่างดี พอเราเข้าไป ก็ไปยืนดู อยู่คู่หนึ่ง ศิลปิน ก็เริ่มเปลี่ยนแนวเพลง จากสามช่ามาเป็นเพลงช้า คือเพลงเดือนเพ็ญ และสิ่งที่น่าแปลกใจ ไปยิ่งกว่านั้นคือ ในขณะที่ศิลปิน ขับร้องอยู่นั้นผมเห็นดวงตาของศิลปินผู้นั้น แดงสุขสะท้อนสายตา ในเวลาค่ำคืน พักหนึ่ง ผมก็ได้ยินเสียงมาพูดข้างหูว่า ได้เวลาแต่งเพลงแล้วผมมองข้างๆ ก็ไม่เห็นมีใคร ในตอนนั้น ผมคิดว่า ผมหูแว่วไปเอง จากนั้นเมื่อศิลปินร้องเพลงจบ ก็เดินลงจากเวที เดินผ่านหน้าผมไป ยืนรับลมอยู่ที่หน้าร้าน ผมเห็นเขายืนอยู่คนเดียว จึงยากเข้าไปทักทาย แต่กับ มีเสียงประหลาด บอกข้างหูอีกว่า ยังไม่ถึงเวลา ในตอนนี้ ในตอนนั้นผมคิดได้อย่างเดียวว่าผีหลอก เพราะในตอนนั้นประมาณตีสามเห็นจะได้ คนก็มีประมาณสี่ห้าสิบคนเท่านั้น แต่จุดที่ผมยืนอยู่นั้น ไม่มีใครอยู่เลย มีแต่ผมเพียงผู้เดียว พอได้เวลากลับ ผมก็เล่าให้เพื่อ ฟัง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากนัก นับจากวันนั้นมา ผมได้ทำงานตามปกติ ไม่ได้คิดอะไร แต่เสียงนั้นยังก้องอยู่ในหูผมตลอดเวลา

ในปี พ.ศ.๒๕๓๗ ผมได้แต่งงานมีครอบครัว และสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เริ่มเกิดขึ้นอีกครั้ง คือ เวลานอนจะได้ยินเสียงเพลงมาร้องข้างหู อยู่เป็นประจำ จึงลองเขียนเพลงดู แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ จากนั้นก็ไม่ได้สนใจอะไรเท่าไรนัก แต่ทว่า เสียงเพลงที่แว่วข้างหู ที่ขับกล่อมนั้น ได้เข้ามาพัวพัน กับชีวิตผมมากยิ่งขึ้น จึงได้ลองจับปากกา เขียนเพลงขึ้นใหม่อีกครั้ง แล้วได้ค้นคว้าแนวเพลงต่างๆ การเขียนเพลงของศิลปินแต่ละท่าน ตอนนั้นผมเขียนเพลงออกมาได้บ้างแล้ว แต่ก็ต้อง มาหยุดชะงักลง เพราะมีปัญหาที่ทำงาน ในปี พ.ศ.๒๕๓๘ ผมจึงได้ลาออกจากงาน ไปอยู่ที่บ้านแฟนที่ จังหวัดฉะเชิงเทรา ผมไปทำงานเดินสายโทรศัพท์อีกพักหนึ่ง พ.ศ.๒๕๓๙ ได้บรรพชาอุปสมบทบท ณ วัดกลางคลองสี่ มีพระอุปัชฌาย์ คือ พระครูธัญศีลคุณ ฉายา เตชวุฑโฒ (ปัจจุบันเป็นพระมงคลศีลาจารย์) บวชได้หนึ่งพรรษา แล้วจึงได้ลาสิกขา กลับไปทำงานที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ทำงานเดินสายโทรศัพท์ได้ระยะหนึ่ง ก็มีบุตรคนที่ ๒ ในขณะนั้นเอง เรื่องบางเรื่องที่ไม่คาดคิดก็ได้เกิดขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ก็คือ ผมได้ล้มป่วยลงอย่างไม่มีสาเหตุ รักษาก็ไม่หาย ผมจึงตัดสินใจกลับบ้านที่จังหวัดปทุมธานี ในตอนนั้นผมไปหาพ่อบุญธรรม ที่ผมเรียนกับท่าน ได้ระยะหนึ่งก่อนที่ผมจะเข้ากรุงเทพฯพ่อบุญธรรมบอกกับผมว่า ผมถูกของเขาเข้าแล้ว แต่วิชาที่พ่อบุญธรรมเรียนมานั้น ส่วนใหญ่ไปในทางนักเลงและป้องกันตัว วิชาในศาสตร์นี้ พ่อท่านเรียนมาน้อยท่านจึงไม่สามารถรักษาผมให้หายได้ ในตอนนั้นพ่อกับแม่ของผม ยังไม่เชื่อผมซักเท่าไร จึงได้ให้ผมไปตรวจที่โรงพยาบาลอีกครั้ง แต่ก็ไม่พบสาเหตุหมอบอกว่าปกติดี ผมป่วยหนักขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งกินข้างไม่ได้พ่อกับแม่ผม จึงเริ่มเชื่อ จากนั้น ก็เริ่มตามหาอาจารย์เพื่อรักษาตัว เวลาร่วงเลยไปจนมองไม่เห็นหนทาง หมดเงินไปไม่ใช่น้อย ความหวังเหมือนจะหมดไปกับลมหายใจ ในคืนนั้นเอง ผมนอนหลับได้ฝันเห็นชายชราผู้หนึ่ง เดินมาหาผม พร้อมด้วยสายตาที่เปรี่ยมไปด้วยเมตตา ท่านหัวเราะแล้วบอกกับผมในฝันว่า ไม่เป็นไรหรอกเดี๋ยวก็หาย พอรุ่งเช้าผมก็เล่าเรื่องนี้ให้พ่อกับแม่ฟัง จากนั้นไม่นานก็มีญาติทางพ่อ มาหา แล้วก็บอกว่า รู้จักกับอาจารย์ท่านหนึ่งท่านเก่งมาก อยู่ที่โคราช พ่อผมรู้ข่าวก็พอกันขึ้นไป ตอนนั้นผมยังอยู่ที่บ้าน พ่อผมกลับมาเล่าให้ผมฟังว่า อาจารย์ท่าน เป็นฆราวาส ชื่อ อาจารย์ถึก อยู่อำเภอจักราช ท่านเก่งมาก ท่านยังบอกอีกด้วยว่า ผมนั้นไปรู้ความลับ ของเขามากไป เขาเลยต้องฆ่าปิดปากเสีย คนที่ทำไม่ใช่ใครอื่น เป็นคนใกล้ตัวผมเอง ซึ่งผมก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นใครจากนั้นอาจารย์ถึก ก็สั่งให้พ่อผมนำตัวผมขึ้นไปหาท่านให้ไวที่สุด จากนั้นไม่นานผมก็เดินทางขึ้นไปหาท่าน ที่อำเภอจักราช พอผมไปถึงก็ต้องตลึงอีกครั้ง คือที่ผมฝันเห็น ชายชราในคืนนั้น ก็คือ ท่านอาจารย์ถึก จักราช นั่นเองพอไปถึงก็เป็นเวลาดึก พอสมควร อาจารย์ถึกท่านให้พวกเราพักผ่อนก่อน เวลาผ่านไปตีหนึ่งเห็นจะได้ ก็เริ่มเข้าสู่พิธีการ เห็นอาจารย์ถึก จุดธูปเทียนที่ปะรำพิธี และสาธยายมนต์นานพอดู จากนั้นก็ให้ผมนอนลง ท่านสาธยายมนต์ถอนของออกจากตัวผม ประมาณ หนึ่ง ชั่วโมงเห็นจะได้ ตีหนึ่งสงัดพร้อมสายลมในฤดูหนาว ทำให้หนาวจับจิตจับใจ เมื่อทำพิธีเรียกของออกจากผมแล้ว ก็ให้ผมลงไปข้างล่าง มีตุ่มน้ำตั้งอยู่ใบหนึ่งท่านให้ผมนั่งหันหลังพิงตุ่มน้ำ สักคู่ก็ได้ยินเสียงท่านสาธยายมนต์ เป่าลงไปที่ตุ่มน้ำนานพอสมควร จากนั้นก็เริ่มรดน้ำลงมาที่ร่างของผม ผมรู้สึกสะท้านไปทั้งตัว ประกอบกับความหนาว ทำให้ผมหนาวจับขั้วหัวใจ เมื่อเสร็จพิธีผมลุกขึ้น เหมือนตัวจะลอยมันมีความรู้สึกเบาไปหมดทั้งตัว มันเหมือนตัวจะลอย ต้องหาอะไรเกาะ เสียงท่านอาจารย์หัวเราะ แล้วบอกกับผมว่า เอาไม้เท้าไหม เมื่อแต่งตัวเสร็จท่านอาจารย์ถึก ได้ให้ผมกราบที่ปะรำพิธี แล้วท่านจับขันใบหนึ่งขึ้นมา ส่งให้ผมจับแล้วท่านก็ให้ผมกล่าว ตามท่าน ตอนนั้นผมไม่เข้าใจความหมายหลอก ว่าคืออะไร จากวันนั้นมาผมก็ไปหาท่านบ่อยครั้ง เพื่อหวังว่าวันหนึ่งท่านกระทำของกลับไปหาคนที่ฆ่าผม แต่ผมก็คิดผิด เพราะอาจารย์ท่านบอกว่า หนามตำตีนใคร คนนั้นต้องเป็นคนบ่งเองผมไปหาท่านอาจารย์ถึก แต่ละครั้งท่านจะพูดแต่เรื่องปฐมัง กำเนิดต่างๆ และวิชาธาตุต่างๆ เป็นประจำ ตอนแรกๆ ผมก็ฟังไม่เข้าใจหลอก พอฟังไปนานๆ หลายปีเข้า ก็เริ่มเข้าใจโดยปริยาย ในช่วงนั้นผมทำงานรับส่งคนงาน ทำสวนส้มที่อำเภอหนองเสือ มีคนหลายจังหวัด ที่เข้ามารับจ้างทำงานสวนส้มที่อำเภอหนองเสือบ้านของผมเอง หลายครั้งที่ไปส่งคนงานกลับต่างจังหวัด และผ่านจังหวัดโคราช ก็จะแวะไปหาท่านอาจารย์ถึก อยู่เสมอ และในขณะที่รับส่งคนงานกลับต่างจังหวัด เรื่องราวเก่าๆ ก็ได้กลับมาอีกครั้ง ในตอนนั้นผมไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลย เสียงเพลงที่ขับร้องข้างหูก็ได้กลับมาดังข้างหูอีกครั้ง ผมจึงลองจับปากกา มาเขียนเพลงตามที่ได้ยิน จากนั้นมาก็ได้เขียนเพลงเป็นจริงเป็นจัง เวลาผ่านไปสามปี ทั้งงานเพลงและวิชาความรู้ที่ได้จากอาจารย์ถึก ก็เริ่มพัฒนาไปมาก โดยที่ผมไม่รู้ตัวเลย เวลาผ่านไปสามปี ปีที่สี่ ถึงปีที่ห้า ผมเริ่มติดตามอาจารย์ถึกไปในที่ต่างๆ เวลาผ่านไปห้าปี จากการที่ผมถาม และอาจารย์ถึกก็ตอบ ทำให้อาจารย์ถึก ท่านคงรู้ว่า ผมนั้นเข้าใจมาก น้อยแค่ไหน และในขณะเดียวกันนั่นเอง ความอาฆาตพยาบาทก็ลดน้อยลง มาวันหนึ่ง ท่านอาจารย์ บอกกับผมว่า มาครั้งหน้าให้เอาขัน ผ้าขาว ธูปเทียน ดอกไม่มาด้วยนะ ผมถามอาจารย์ท่านว่า เอามาทำไม ท่านบอกกับผมว่า เอามาก่อนก็แล้วกัน ถึงวันนั้นก็จะรู้เอง ผมจดไปตามที่ท่านสั่ง

จากนั้นมาไม่นานนัก ผมก็ขึ้นไปหาท่าน พร้อมกับของที่ท่านสั่ง พอไปถึงท่านก็ตัดใบตอง ทำกรวย จัดขันผ้าขาว เสร็จเรียบร้อยเป็นอย่างดี เมื่อถึงเวลา ท่านก็นำผมขึ้นไปที่ปะรำพิธีและจุดธูปเทียนเชิญครูบาอาจารย์ทุกองค์ และกล่าวว่า วันนี้ฤกษ์งามยามดี ข้าพเจ้า จะขอรับพันเป็นศิษย์ ของข้าพเจ้านับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จากนั้นผมเห็นท่านจับขันใบที่ผมนำมาให้ท่าน แล้วท่านก็ได้แต่งขันใบนั้น เป็นอย่างดี มีผ้าขาว กรวย ด้วยไม้ธูปเทียน ท่านสาธยายมนต์ไปที่ขันใบนั้นครู่ใหญ่ แล้วก็ยื่นขันใบนั้นส่งมาให้ผม เมื่อผมรับแล้ว ท่านก็ให้ผมกล่าวตามท่าน มีหลายบทด้วยกัน จากนั้นท่านได้ สาธยายมนต์ลงไปที่ตัวผม และขันใบนั้น ตอนนั้นท่านอาจารย์กับผมจับขันใบนั้นอยู่ เมื่อกล่าวจบแล้ว ท่านก็ปล่อยขัน ให้ผมถือไว้ที่หน้าอก และก็กล่าวตามท่านอีกครู่หนึ่งก็เป็นอันเสร็จพิธี เมื่อเสร็จพิธีเรียบร้อยแล้ว ท่านบอกให้ผมนำขันครูกลับบ้าน และสวดมนต์ทุกค่ำ เช้า ตามที่ท่านสอน ผมจึงรู้เลยทันที่ว่า ผมได้เป็นลูกศิษย์อาจารย์ถึก จักราช อย่างเป็นทางการแล้ว

เมื่อเสร็จพิธี ผมถือขันลงมา เห็นชายคนหนึ่งนั่งอยู่กับน้ารัด ชายคนนั้นเห็นผมถือขันลงมา ชายคนนั้นถึงกับตกใจ และอุทานออกมาว่า พ่อแกรับลูกศิษย์หรือ เขายังพูดต่อไปอีกว่า นอกจากน้าปานแล้ว ยังไม่เคยเห็นพ่อแกรับลูกศิษย์อีกเลย

น้ารัดบอกกับชายคนนั้นว่า พันเรียนมานานแล้ว สี่ห้าปีแล้วกระมัง ผมฟังคำพูดของชายคนนั้นก็พอจะรู้ว่า เป็นลูกชายของอาจารย์ถึก แต่ก็ไม่แปลกอะไร เพราะเวลาผมไปเรียนทุกครั้ง ก็จะไม่ค่อยเห็นใครหรอก เพราะอาศรมของท่านอาจารย์ถึก จะห่างจากบ้านคนพอสมควร แล้วท่านก็ มักจะอยู่คนเดียว ยิ่งเป็นเวลาเรียนท่านจะให้เรียนเวลากลางคืน ถ้าเป็นกลางวันท่านกลัวคนจะมากวน กลัวผมเรียนไม่รู้เรื่องส่วนใหญ่ท่านจะให้ผมมาเรียนกับท่าน ในเวลาสองทุ่มถึงหกโมงเช้า แล้วก็ไม่แปลกอะไร ที่น้ารัดจะรู้เรื่องของผมเป็นอย่างดี เพราะเวลาผมไปเรียนวิชา กับอาจารย์ถึก

พอตอนเช้าจะพบกับน้ารัดเกือบทุกครั้ง เพราะตอนเช้าน้ารัดจะมาละไข่ ที่ดักปลาไว้ ในลำน้ำจักราชใกล้อาศรมของอาจารย์ถึก พอดักได้ก็จะย่างให้ท่านอาจารย์ และนั่งคุยกันในตอนเช้า ก็จะมีอาจารย์ถึก น้าปาน น้ารัด เจ้าโก้ หลานชายอาจารย์ถึก ซึ่งยังเรียนหนังสืออยู่ในตอนนั้น ก็จะได้สนทนากันเป็นประจำ พอสองโมงเช้าอาจารย์ถึกก็จะให้ผมเดินทางกลับ กลับมาที่เรื่องเก่าที่ผมเห็น ทีท่าของลูกชายอาจารย์ถึก แบบนั้นผมก็งงๆ ตอนหลังผมได้สอบถาม น้ารัด เรื่องลูกศิษย์ของอาจารย์ถึก และอีกหลายคนที่ใกล้ชิดอาจารย์ แม้กระทั่งลูกหลาน ก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า มีคนมากมายที่อยากเป็นลูกศิษย์อาจารย์ถึก แต่ท่านไม่รับที่เห็นก็จะมีน้าปาน และพันนี่แหละ ที่อาจารย์ถึก ท่านรับเป็นลูกศิษย์ และแต่งขันครูให้ บางคนแต่งขันครูมาหาท่าน ท่านก็ไล่กลับไป เพราะท่านไม่รับ ตอนนั้นผมก็งงๆ เหมือนกันว่าทำไม ท่านถึงได้รับผมเป็นศิษย์ ผมเรียนวิชากับท่านตอนนั้น คิดอยู่เรื่องเดียวคือเรียนไปเพื่อป้องกันตัวเท่านั้น และผมก็ยังโชคดีอีกเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือน้าปาน มือขวาของท่านอาจารย์ถึก เวลาผมไปเรียนวิชากับท่านอาจารย์ถึก ส่วนใหญ่น้าปานจะอยู่ด้วยทุกครั้ง คอยชงน้ำชากาแฟ ให้ผมกับอาจารย์ถึก และคอยท้วงอาจารย์อยู่เสมอว่า อาจารย์ครับน้องอยู่ไกล บทนั้นยังไม่ได้ บทนี้ยังไม่ได้ น้าปานท่านรักผมมาก และก็ดีใจที่อาจารย์รับผมเป็นลูกศิษย์เพราะว่านอกจากน้าปานตัวแกเองแล้ว ก็ยังไม่เห็นใคร ที่สามารถเรียนวิชากับท่านได้เลย เวลาเรียนนั้นก็จะเป็นโอวาทหรือเป็นโอวาปสาทะ คือใช้คำว่าประชันปาก เพราะบางวิชาการออกเสียงนั้น ไม่ใช่ภาษาที่เราคุ้นเคย เช่น ไทย ลาว ส่วย เขมร แขก และ กะเหรี่ยง สำเนียงไม่เหมือนกัน ตอนนั้นผมไม่ได้คิดอะไรเขียนเพลงไปเรียนวิชาไป และก็ได้ติดตามท่านอาจารย์ถึกไปในที่ต่างๆ ช่วงที่ติดตามอาจารย์ถึก ก็ได้รู้ได้เห็นหลายสิ่งหลายอย่าง ที่ไม่น่าเชื่อ ว่าสมัยนี้ สังคมไทยในปัจจุบันนี้ จะยังมีอยู่จริง เพราะมันเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ไม่อยากจะบรรยายออกไป เพราะมันเหลือที่จะเชื่อ ถ้าไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ เช่น เวลาที่อาจารย์รักษา คนที่ถูกกระทำ รายหนักๆ และอาจารย์ฝ่ายตรงข้ามก็เก่งเขาจะไม่ยอมให้เรารักษา เขาจะปล่อยของมาเต็มที่ เพื่อให้เราถอย มีทั้งตะปูบิน เขาควายบิน ต้นข้าวโพดบิน กระดูดผีบิน แล้วแต่เขาจะส่งอะไรมา ผมดูแล้วคิดได้อย่างเดียว ถ้าพลาดก็ตาย คนที่ติดตามท่านอาจารย์ถึก ก็มักจะได้เห็นเรื่องแบบนี้ เป็นเรื่องปกติ จึงไม่ได้ตื่นเต้นอะไร และบางครั้งมีคนปล่อยของมาหาท่านท่านบอกว่า คนป่วยคนนี้โดนปั้นหุ่นฝังไว้ ในสถานที่แห่งหนึ่ง ท่านบอกกับผมว่า แก้ไม่ยากหลอก พอสงบคน มีแต่คนใกล้ตัวของท่าน ท่านก็จะเริ่มปั้นหุ่น แล้วเสกครู่หนึ่ง และใส่ไว้ในภาชนะบางอย่าง ให้คนสามคน จับไว้ให้มั่น ท่านนั่งห่างจากคนสามคนพอสมควร แล้วท่านก็เริ่มบริกรรมพักหนึ่ง ภาชนะนั้นก็เริ่มหน่วงลงและก็ได้ยินเสียงดังแกรก สิ้นเสียงท่านอาจารย์บอกให้เปิดดูว่าหุ่นมันไปหรือยัง พอเปิดดูก็ไม่พบแล้ว ท่านก็บอกให้ปิดและวางไว้ที่เดิม นั่งรออยู่พักใหญ่ ท่านบอกว่าหุ่นมันมาแล้วให้ไปเปิดภาชนะ นั้นขึ้น แล้วถอยออกมาอยู่ห่างๆ หุ่นมันก็ตกลงอยู่ที่ภาชนะนั้น พร้อมกับของที่ใช้ให้ไปเอา เรื่องนี้มีหลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์ และยังมีชีวิตอยู่ ให้ลองไปถามดู อย่างน้ารัด ก็อยู่ในเหตุการณ์ ถ้ามีโอกาส ได้เจอกับแก็ลองถามแกดูก็แล้วกัน และอย่าง เรื่องทำใส่ปาก ปลาดุกอันนี้ผมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่ท่านอาจารย์ถึก เล่าให้ผมฟังว่าบางรายเขาทำใส่ปากปลาดุก และเย็บปากไว้ นำไปปล่อยไว้ในบ่อหรือสระ ถ้าปลาดุกตาย คนป่วยก็ต้องตาย

ถ้าจะรักษา ก็ต้องไปที่บ่อหรือสระน้ำนั้น แล้วเสกปลาดุกอีกตัวหนึ่งไปดันตัวที่เย็บปากไว้ขึ้นมา แล้วแก้ปากเอาของในปากปลาดุกออก คนป่วยจึงจะหาย คนที่จะรู้ว่า ปลาดุกถูกปล่อยไว้ที่บอหรือสระไหน ฌานต้องแก่เข้าขั้นเลยที่เดียว มีเรื่อมากมายในการติดตามท่านอาจารย์ถึก ได้เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่คาดคิด ได้เห็นในสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นเรื่องราวของท่าน ยังมีอีกมากมาย เช่นรักษาคนบ้าก็หาย ถ่ายรูปท่านก็ ไม่ติด ท่านชี้หรือเป่าไปที่รถคันไหน รถคันนั้นก็จะสตาทไม่ติด ท่านเดินไปทางไหนถ้าใครเป็นผีปอบ หรือผีชมก ถ้าท่านเดินผ่านคนที่เป็นปอบหรือผีชมก ก็ต้องนั่งลง และพนมมือไว้จนกว่าท่านจะเดินพ้นไป จึงจะลุกขึ้นได้ เรื่องราวของท่านยังมีอีกมากมาย ผมขอเล่าไว้แต่เพียงย่อๆ ก่อน เวลาผ่านไป สายสัมพันธ์ ระหว่างอาจารย์และศิษย์ทั้งสอง ก็กระชับแน่นขึ้น มาวันหนึ่งก็เหมือนสายฟ้าฟาดลงมากลางใจ เมื่อน้าปานมือขวาของอาจารย์ถึก ได้เสียชีวิตลงเพราะชะตาขาด ท่านอาจารย์ถึกบอกกับน้าปานว่า ให้อยู่ในบริเวณบ้าน เป็นเวลาที่กำหนด ห้ามออกจากบริเวณจนกว่าจะพ้นวันที่กำหนด ดูแล้วก็ไม่มีอะไร แต่ในที่สุดน้าปานก็ประมาท ในวันสุดท้าย น้าปานออกจากบริเวณที่กำหนด จึงได้เสียชีวิตลง จากนั้นมาท่านอาจารย์ถึกก็เริ่มให้ผม เรียนหนักขึ้น แต่เพื่อสิ่งใด ไม่อาจรู้ได้ ในตอนนั้นผมก็ได้ทำเพลงใต้ดินขึ้นมาชุดหนึ่ง ชื่อชุดว่า เขียนเพลงถึงเธอ ใช้นามปากกาว่า พัน หนองเสือ โดยมีอาจารย์ฟู ไฟเตอร์ และตี๋ ภูธร เป็นโปรดิวเซอร์ และเรียบเรียงเสียงประสาน ตอนนั้นผมเริ่มสับสนกับชีวิต ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของผม จะเป็นนักร้องนักแต่งเพลงหรือ จะเป็นจอมขมังเวทย์กันแน่ ในปี พ.ศ.๒๕๔๖ พี่ๆ และน้าๆ ทั้งหลาย มาบอกให้ผมช่วยพูดกับอาจารย์ถึก เรื่องหุงสีผึ่งมหาเมตตา ที่ทาลูกไก่วิ่งตาม พี่ๆน้าๆ อยากได้กันมาก น้ารัด บอกกับผมว่า อาจารย์ถึกเคยหุงแล้วเด็ดมาก เป็นมหาเมตตาชั้นยอด เอาไปทาลูกหนูโยนให้แมว แมวยังไม่กัดลูกหนูเลย แมวกับหนูยังเล่นกันเฉยเลย พี่ๆน้าๆ สาธยายสัพคุณจนผมต้อง คล้อยตามไปด้วย น้ารัดบอกกับผมว่า ถ้าพันพูดกับอาจารย์ก็อาจจะได้ทำ ผมเลยลองดู แต่ก็ต้องถูกตำหนิ เพราะท่านบอกว่าไอ้พวกนี้มันไม่ไหวหลอก บอกว่าจะเอาไปค้าขาย แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว มันเอาไปป้ายผู้หญิงกันหมด มีคนสองคนก็พอควร แต่นี่มันเล่นกันเป็นสิบคนมันจะไหวหรือ สิ้นเสียงท่านก็หยุดนิดหนึ่ง แล้วท่านก็กล่าวขึ้นมาอีกว่า ถ้าพันจะหุง ก็ลองทำดู พอพี่ๆน้าๆ รู้ข่าว โดยเฉพาะอาจารย์แบนลูกชายอาจารย์ถึก ที่บวชจำพรรษา ณ วัดตะกุดเครือปลอก เคยได้เห็นสรรพคุณในคราวก่อน ถึงกับลาสิกขามาช่วยหุง ได้เตรียมหาของกัน คนนั่นก็จะหาไอ้นู้น คนนี้ก็จะหาไอ้นี่ พอสิ้นเสียง ท่านอาจารย์ถึก ถึงกับพูดขึ้นว่า หาให้ตายก็ไม่เจอหรอก แต่ถ้าพันหาละก้อ เจอแน่ ซึ่งถ้อยคำ คำนั้น ทำให้ผมเก็บไปคิดอยู่นาน แต่ในที่สุดก็เป็นจริง

คือของทั้งหมดผมเป็นคนหาเจอทั้งหมด และก็ทันเวลาพอดี คือ วันเสาร์ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๙ ในปีพ.ศ.๒๕๔๖ แต่ก็ผิดคาด เพราะงานนั้นท่านอาจารย์ถึก ไม่ได้เป็นคนหุง แต่เป็นผม กับอาจารย์แบน เป็นคนหุง สรุปว่าเวลาทำพิธี มีวัวมาล้อมปะรำพิธี เป็นร้อยตัว เกือบเอาชีวิตไม่รอด อาจารย์ถึกท่านบอกว่า ยังโชคดีที่ไม่ออกมาจากปะรำพิธีไม่อย่างนั้นไม่รอดแน่ แต่ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไรมากนัก ท่านอาจารย์ เหมือนจะให้ผมลองชิมลางดู งานั้นล้มเหลวไม่เป็นท่า พอมาครั้งที่สอง ในวันเสาร์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ยี่ พ.ศ.๒๕๔๖ ในปีเดียวกันนั่นเอง ตรงกับวันที่ ๒๗ ธ.ค. อาจารย์ถึก ท่านให้สร้างนางกวักสี่ธาตุ ประกอบด้วย กาฝากรัก การฝากมะยม กาฝากมะรุม กาฝากคูณ ให้แกะเป็นองค์นางกวัก งานนี้ได้ประมาณ ๖๐ ชุด งานนั้นท่านอาจารย์ถึก ท่านไปรออยู่ที่อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา ท่านให้ผมตามขึ้นไปทีหลัง ท่านไปรอท่าอยู่ก่อนแล้ว พอผมเดินทางไปถึงพักใหญ่ ก็ได้เวลาเริ่มพิธีกันเลย และในปีนั้นก็มีหลายสิ่งที่ไม่คาดคิดอีกหลายเรื่อง เรื่องแรก ท่านอาจารย์ถึก ได้กล่าวเชิญครูบาอาจารย์ ทุกองค์ และกล่าวแต่งตั้งผมเป็นลูกศิษย์เอกในวันนั้น ส่วนเรื่องที่สอง ท่านได้สอนวิธีหุงน้ำมัน ส่วนเรื่องที่สาม ในช่วงเวลานั้นท่านอาจารย์ได้รักษาคนป่วยอยู่คนหนึ่ง ท่านอาจารย์บอกกับผมว่าเดี๋ยวเย็นนี้ เขาจะปล่อยของมาลองกับเรา ท่านพูดจบ ท่านไม่มีทีท่าจะกังวลอะไร ผมก็เลยเฉยๆ แต่พอตอนเย็น เมื่อพักสาธยายมนต์ อาจารย์ท่านได้ไปอาบน้ำ เมื่อท่านอาบเสร็จก็จะเดินเข้ามาในบ้าน ในตอนนั้นเอง นาทีที่ไม่คาดคิดก็มาถึงโดยแทบไม่รู้ตัวเลย เมื่ออาจารย์ถึก อาบน้ำเสร็จท่านเดินกลับมา เห็นท่านเอามือ ป้องแล้วปัดออกไปอย่างแรงเสียงของหนักๆ กระแทกต้นมะนาว สนั่นหวั่นไหว ไปทั้งต้น สิ้นเสียงก็ได้เห็นเป็นเขาควายทั้งเขา จากนั้นผมวิ่งเข้าไปหาอาจารย์ กลัวท่านจะล้มลง ในนาทีนั้นอาจารย์ถึกท่านบอกกับผมว่า ของเขามาอีกชิ้นหนึ่ง ท่านให้ผมรับ พอสิ้นเสียงก็ได้ยินเสียง กังวานเหมือนเหรียญอะไร สักอย่างหนึ่งดังกังวานน่าดูพอสิ้นเสียงลง ท่านบอกให้ผมรีบเข้าไปในปะรำพิธี เมื่อผมและอาจารย์ เข้าไปในประรำพิธีแล้ว ท่านบอกว่าปลอดภัยแล้ว แต่มันยังไม่จบหลอก เดี๋ยวตอนหัวค่ำ เขาจะปล่อยของมาลองกับเราอีก ท่านบอกว่า ช่วงเวลาที่สาม พันต้องเป็นผู้สาธยายมนต์ แทนอาจารย์ เพราะอาจารย์จะต้องรอรับของที่เขาจะปล่อยมาลองกับเรา แล้วเรื่องที่สามก็คือ ผมได้สาธยายมนต์ร่วมกับอาจารย์ถึกเป็นครั้งแรก เมื่อถึงเวลาผมก็เริ่มสาธยายมนต์ โดยมีอาจารย์ถึกนั่งกำกับอยู่ด้านหลังของผม พอได้สาธยายไปครู่ใหญ่ สิ่งที่ผิดปกติก็ได้เริ่มเกิดขึ้น หนังของผมเต้นเป็นกลองเลย ขนก็ตั้งชูชัน อาจารย์ถึก เอามือตบหลังผม แล้วบอกให้ผมหยุดก่อน ว่าของเขามาแล้วเสียงอาจารย์ถึกเชิญครูบาอาจารย์ ของท่านทุกองค์ ให้ช่วยรับของอื่ออึงไปหมด ซักพักหนึ่ง ทำให้ผมขนพองสยองเกล้า เมื่อสิ้นเสียง อาจารย์ถึก ก็ให้ผม สาธยายมนต์ต่อจนจบ เมื่อเสร็จพิธี จากนั้นท่านอาจารย์ถึก ก็เริ่มเตรียมของตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามและเสียงอื่ออึงก็ได้ดังขึ้นอีกครั้ง ครู่ใหญ่ ท่านก็หัวเราะดังๆ และท่านก็บอกกับผมว่า มันจบแล้ว ไม่มีอะไรแล้ว คืนนี้นอนให้สบายเถิด ผมนอนตื่นเต้นทั้งคืน แต่ท่านอาจารย์ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พอรุ่งเช้า สีหน้าของท่านอาจารย์ แจ่มใสเบิกบาน เสียงท่านหัวเราะชอบใจ ท่านพูดว่า นางกวักสี่ธาตุนี้ ไม่มีใครได้สร้างท่านเป็นคนแรกและครั้งแรก และครั้งสุดท้าย อาจารย์ทิ้งทวนแล้ว แต่พันยังทิ้งทวนไม่ได้ ต้องตามหาพระภิกษุกลุ่มหนึ่ง ให้พบอยู่ทางทิศนี้ และตามหามวลสารให้ครบ และสร้างพระสมเด็จขึ้นมา สิ้นเสียงท่านทำให้ผมงงไปใหญ่ ผมเลยถามท่านอาจารย์ต่อไปว่า ทำไมต้องตามหาพระภิกษุกลุ่มนี้ด้วย ท่านบอกว่า ตามให้เจอก็จะรู้เอง ผมจึงถามท่านต่อไปอีกว่า ผมตามหามวลสารและให้อาจารย์สาธยายมนต์ได้ไหม ท่านตอบว่า ไม่ได้หรอก หมดเวลาของอาจารย์แล้ว อาจารย์อยู่ได้อีกไม่กี่ปี ก็ตายแล้ว อาจารย์นั้นเถ้าแล้ว ผมเห็นอาจารย์ท่านยังแข็งแรงอยู่ ผมนึกว่าท่านพูดเล่น ผมจึงกล่าวกับอาจารย์ท่าน ต่อไปอีกว่า ผมเรียนกับอาจารย์ก็เพื่อป้องกันตัวเท่านั้น ไม่ได้อยากเป็นอาจารย์คนหรอก ผมไม่อยากยุ่งกับใคร ไม่ชอบรับแขก ผมเรียนเพื่อป้องกันตัวเท่านั้นเอง อาจารย์ท่านได้กล่าวต่อไปอีกว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านบรรลุแล้ว ท่านยังโปรดสัตว์ พันเรียนจบแล้ว จะไม่โปรดสัตว์เลยหรือ ท่านเห็นผม อึกอักอยู่ครู่หนึ่ง ท่านจึงกล่าวต่อไปอีกว่าถ้าอย่างนั้น ตามหาพระภิกษุกลุ่มนี้ ให้พบและตามหามวลสารให้ครบ และสร้างสมเด็จชุดนี้ให้ได้เพื่อเป็นพุทธบูชา สืบทอดพระศาสนาก็แล้วกัน ผมจึงถามท่านอาจารย์ต่อไปอีกว่า สืบทอดอย่างไร ผมไม่เข้าใจ อาจารย์ท่านจึงบอกกับผมว่า คนเราเห็นอะไรประเสริฐที่สุด คนเราได้ฟังอะไรประเสริฐที่สุด คนเราพูดอะไรประเสริฐที่สุด อาจารย์ท่านได้กล่าวต่อไปอีกว่า การเห็นพระบรมสารีริกธาตุ รอยพระพุทธบาท รูปพระพุทธเจ้า นั้นประเสริฐที่สุด คนเราได้ยินพระธรรมคำสอน องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นประเสริฐที่สุด คนเราได้สาธยายพระธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นประเสริฐที่สุด การกราบไหว้นั้น เราได้ไหว้พระโสดาบันทั่วโลก อานิสงส์ก็ยังไม่เท่ากับการไหว้พระสักกทาคามีเพียงครั้งเดียว การไหว้พระสักกทาคามีทั่วโลก อานิสงส์ก็ยังไม่เท่ากับการไหว้พระอนาคามีเพียงครั้งเดียว การไหว้พระอนาคามีทั่วโลก อานิสงส์ก็ยังไม่เท่ากับการไหว้พระอรหันเพียงครั้งเดียว การไหว้พระอรหันทั่วโลกอานิสงส์ก็ยังไม่เท่ากับการไหว้พระปัจเจกพุทธเจ้าเพียงครั้งเดียว การไหว้พระปัจเจกพุทธเจ้าทั่วโลกนั้น อานิสงส์ก็ยังไม่เท่ากับการไหว้พระพุทธเจ้าเพียงครั้งเดียว การที่เรากราบพระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธรูป หรือพระที่เราจะสร้างให้คนเขาห้อยคอนั้น ทำให้เป็นเครื่องรู้ของจิตเครื่องระลึกของสติ การกราบหรือการไหว้ของเราทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูป หรือพระที่เราห้อยคอเป็นการสร้างอุปนิสัยและอัธยาศัย ให้กับลูกหลานหรือผู้พบเห็นเป็นการสืบทอดศรัทธาต่อพระศาสนา เพราะศรัทธาเป็นเหตุใกล้ของปัญญา ตราบใดยังเห็นคนกราบไหว้พระอยู่หรือยังเห็นคนห้อยพระอยู่นั้น แสดงว่า ยังมีผู้ฟังธรรมอยู่ ตราบใดถ้ายังเห็นผู้ฟังธรรมอยู่ตราบนั้นก็แสดงว่า ยังมีผู้ปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ เมื่อข้าพเจ้าได้ฟังเช่นนั้นแล้ว ก็เห็นเป็นจริงอย่างที่ท่านพูด ผมจึงตอบตกลงทันที ทำตามเจตนารมณ์ของครูบาอาจารย์ที่สั่งไว้ ผมเริ่มตามหาพระภิกษุกลุ่มที่ว่า พร้อมกับต้องเรียนวิชากับอาจารย์ถึก มากยิ่งขึ้น และสิ่งที่ค้างคาใจอยู่ตลอดเวลานั้นก็มาถึง มาวันหนึ่ง ข้าพเจ้าตั้งใจว่า จะถามเรื่องเสียงเพลงที่มาร้องข้างหูของผม แต่ไปหาอาจารย์ทีไรก็ลืมทุกที ไปวันนี้จะเขียนคำถามใส่กระดาษไปเลย จะได้ไม่ลืม วันนั้นไปถึง ถ้าจำไม่ผิดก็ค่ำพอดี ไปถึงอาศรมก็พักผ่อน ได้ครู่ใหญ่ก็เริ่มเข้าเรื่องเลย สิ่งที่จำได้คำถามแรกคือ วิชาที่เรียนจากอาจารย์ไปนั้น วิชาครอบบัง ผีร้ายทั้งหลายไม่อาจจะมากล้ำกลายได้เลยใช่ไหม แต่ทำไมยังมีเสียงเพลงมาร้องข้างหูอยู่เล่า ท่านอาจารย์ก็หัวเราะแล้วถามผมอีกว่า เคยเห็นตัวไหม ผมบอกกลับไปว่า ไม่เคยครับ แล้วก็เล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ ให้ท่านฟัง เมื่อท่านฟังจบถึงกับหัวเราะแล้วบอกกับผมว่า ไม่ใช่ผีหรอก แต่เป็นเทพบันเทิงต่างหาก ท่านยังพูดต่อไปอีกว่า ถ้าอยากรู้เรื่องราวของท่าน ให้ไปดูในพระไตรปิฎก ผมถามอาจารย์ต่อไปอีกว่า แล้วท่านมาร้องเพลงข้างหูให้ผมฟังทำไม อาจารย์ท่านตอบมาอีกว่า เมื่อถึงเวลาพันก็จะรู้เอง ยิ่งทำให้ผมสับสนขึ้นไปอีก พอหลัง พ.ศ.๒๕๔๖ บทเพลงที่ขับขานร้องขึ้นนั้น ได้ถูกผมเขียนบันทึกเก็บไว้เป็นอย่างดี จากนั้นมาพ.ศ.๒๕๔๘ ซึ่งหมายความว่า ผมได้เรียนวิชากับอาจารย์ถึก ได้เก้าปี ในตอนนั้นอาจารย์ถึก ท่านชอบเรียกผมว่า อาจารย์น้อย ผมได้ฟังถึงกับเขินๆ ฟังมันจักจี้หูดี ในช่วงนั้น ท่านตั้งใจให้ผมเรียนเรื่องวัตถุอาถรรพ์ และมวลสาร ต่างๆ เป็นพิเศษ และในปี พ.ศ.๒๕๔๘ ผมก็ได้พบกับพระภิกษุกลุ่มนั้นจริงๆ และก็ได้ตามหามวลสาร จนครบในปี พ.ศ.๒๕๔๙ ผมมีโอกาสได้สาธยายมนต์กับท่านอาจารย์ถึกอีกครั้ง ในวันเสาร์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๔ ตรงกับวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๙ ได้เสกปะคำ แก่นมะขาม ไว้ทั้งหมด ๔ เส้นด้วยกัน อยู่กับอาจารย์ ๒ เส้น อยู่กับผม ๒ เส้น โดยที่ผมไม่รู้ตัวมาก่อนเลย ว่า การสาธยายมนต์ครั้งนั้น จะเป็นครั้งสุดท้าย ที่ผมจะได้สาธยายมนต์กับอาจารย์ถึก เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ท่านจะละสังขาร ดูท่านก็ปกติดี แต่ท่านจะมีอาการหอบและเหนื่อยง่าย ท่านเรียกผมขึ้นไป ซ้อมและทวนบ่อยมาก บางครั้งท่านก็ให้บันทึกเทปเสียงท่านเอาไว้ เพราะท่านกลัวผมจะลืมและทำผิดพลาด วันนั้นสิ่งสำคัญที่คาใจผมมานานก็ได้ถูกเปิดเผยขึ้นจนได้ คือเรื่องปัญจสิกขะคนธรรพบุตร หรือเทพบันเทิง ที่มาร้องเพลงข้างหู ทำให้ผมต้องมาเขียนเพลง และต้องมาค้นคว้าพระไตรปิฎก อย่างจริงจัง ในช่วงที่อาจารย์ใกล้จะละสังขารได้ปรารภไว้หลายเรื่อง เรื่องสมเด็จ ให้สร้างให้เสร็จท่านยังบอกอีกว่า เมื่อสร้างสมเด็จโกธา ที่ทำจากเนื้อว่าน เสร็จแล้ว พันยังไม่ดังหรอก เมื่อพันตามหามวลสาร ที่ทำจากกาฝากรัก การฝากมะรุม การฝากมะยม การฝากคูณ เครือสาวหลง เกสรรักซ้อน ไม่ฟืนคนรอด ขี้ตะไคร่ใบเสมา แป้นหินร่ำ แป้งกระแจะ น้ำมันจันทน์ ไม่ไก่กุก และอื่นๆ โดยเฉพาะกาฝากรัก กาฝากมะรุม การฝากมะยม กาฝากคูณ เครือสาวหลง ต้องมีจำนวนเท่ากัน ห้ามกล้ำเกินกันเด็ดขาด ให้แกะบล็อกเป็น พระสมเด็จและเทพบันเทิง เมื่อใด พันก็จะดังตอนนั้น ผมไม่รู้ว่า จะดังทำไม และทำไมต้องดัง จากนั้น บทพระมนต์ที่เกี่ยวกับเทพบันเทิง ก็ได้ถูกท่านสาธยายออกมา ผมได้ฟังก็ต้องพิศวง งงงวยเป็นที่สุดผมยังได้สอบถามอาจารย์ท่านต่อไปอีกว่า ครูบาอาจารย์ในสายได้มีการสร้างขึ้นมาบ้างแล้วหรือยัง ท่านตอบว่า ยังไม่มีอาจารย์ท่านใด ได้สร้างขึ้นเลย ท่านยังบอกต่อไปอีกว่า อาจารย์เรียนจาก อาจารย์พัน วัดสระแก อาจารย์ลิ้นทอง เขากระบิ่น อาจารย์พรม วัดสนวนใน ทั้งสามองค์ นี้ยังบอกอีกว่า ให้อาจารย์ถึก จำไว้ให้ดี จากนี้ไปรุ่นที่สามจะได้สร้าง และตามหามวลสารจนครบ และจะสร้างสำเร็จ ผมจึงรู้เลยทันทีว่า ผมไม่ใช่นักร้อง นักแต่งเพลง แต่ผมเป็นผู้ที่ต้อง สาธยายมนต์เชิญองค์ปัญจสิกขะคนธรรพบุตร ต่างหาก ผมรู้ทันที่ว่าผมถอยหลังไม่ได้อีกแล้ว และในช่วงที่ผมหุงมวลสาร สามอังคารอยู่นั้น ท่านอาจารย์ถึกได้ให้เด็ก โทร ตามผมขึ้นไปในวันนั้น ในขณะที่ผมออกเดินทาง ผมแลเห็นถนนหนทาง มองดวงตะวันคล้อยต่ำ ดูว่าเงียบเหงาเหลือเกิน ผมไม่กล้าบอกกับคน ที่ร่วมเดินทางไปกับผมว่า การเดินทางมาอำเภอจักราชในครั้งนี้ เหมือนผมจะได้พบกับอาจารย์ถึก เป็นครั้งสุดท้าย พอผมไปถึงก็เห็นท่านอาจารย์ถึก และน้ารัด นั่งรออยู่ก่อนแล้ว ท่านได้สอบถามเรื่องการหุงมวลสารสามอังคาร และบล็อกพิมพ์ต่างๆ ผมก็กราบเรียนไปตามที่ท่านสั่งไว้ มีสองบล็อก บล็อกหนึ่งเป็นพระพุทธรูป คู่บารมีของท่านอาจารย์ถึก ชื่อว่าสมเด็จโกธา บล็อกที่สองรูปหลวงปู่ทวด ท่านซักไซ้ไร่เรียง เป็นที่แน่ใจ และวิธีการหุงทุกขั้นตอน ท่านยังให้ทวนพระมนต์ต่างๆ จนเป็นที่พอใจ แล้วท่านก็ให้ผมเดินทางกลับ ในตอนที่ผมจะเดินทางกลับนั้น ผมได้กราบที่เท้าท่านสามครั้ง ตามปกติทุกครั้งที่ไป ท่านจะพนมมือรับ และสาธยายมนต์เป่ามาที่ศีรษะผม แล้วก็ให้พรทุกครั้ง มาครั้งนี้ก็เหมือนกัน แต่ความรู้สึก มันหวิวๆ อย่างไรบอกไม่ถูก ผมลาอาจารย์ท่านแล้วก็เดินไปที่รถ หันกับไปมองท่านอาจารย์อีกครั้ง ผมมีความรู้สึกว่า การมองของผมครั้งนี้จะได้เห็น อาจารย์ถึกในกายเนื้อนี้เป็นครั้งสุดท้าย ผมมองท่านอยู่ครู่หนึ่ง ก็ได้ขึ้นรถ สตาร์ทเครื่องแล้วขับออกไป ในวันต่อมา ผมได้พบกับน้ารัด น้ารัดเล่าให้ผมฟังว่าพอพันขับรถออกไป

อาจารย์ถึกท่านบอกกับน้ารัดว่า ลูกศิษย์กูมันจะรู้ไหมหนอ ว่าอีกเจ็ดวันกูจะละสังขาร น้ารัดได้ฟังถึงกับตกใจ แล้วพูดออกไปอีกว่า ปู่ก็นั่งคุยกันดีๆ จะมาตายได้อย่างไรกัน จากนั้นมาน้ารัดแกก็เล่าให้ฟังอีกว่า อาจารย์ถึกได้สาธยายมนต์หลายร้อยบท ใครไปก็ได้ยิน แล้วท่านก็ยังบอกกับน้ารัดอีกว่า ท่านสาธยายไม่ผิดหลอก น้ารัดยังถามท่านกลับไปอีกว่า ปู่จำได้อย่างไร ต้องสองสามร้อยบท จากนั้น วันที่ ๔ ท่านก็เข้าโรงพยาบาล ใครไปเยี่ยมท่านจะเขียนใส่ฝ่ามือผู้ที่ไปเยี่ยมว่า ตาย แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ทุกคนส่งข่าวให้ผมรู้ แต่ผมรู้อยู่แล้วว่าท่านไม่ต้องการให้ผมขึ้นไปเยี่ยมท่านเพราะวันที่ท่านเรียกผมขึ้นไปวันนั้น ท่านได้สั่งเสียไว้หมดทุกอย่างแล้ว เวลาดึกของวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๔๙ ท่านอาจารย์ถึก จักราช ก็ได้ละสังขารลง อย่างสงบ และสมศักดิ์ศรี เพราะตั้งแต่ ท่านก้าวเข้ามาสู่เส้นทางของจอมขมังเวทย์ทั้งชีวิต รักษาคนมามากมายนับไม่ถ้วน ก็ยังไม่มีใครโค่นท่านลงได้เลย คนที่ปล่อยของได้นั้นส่วนใหญ่น้อยคนนัก ที่จะไม่รู้จัก ท่านอาจารย์ถึก จักราช จึงเป็นประจักษ์พยานบ่งบอกถึงเกียรติคุณ ของคณาจารย์ทุกองค์ ที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้อาจารย์ถึก จักราช ได้โลดแล่น อยู่บนเส้นทางของจอมขมังเวทย์ ทั้งชีวิตจนกระทั่ง ท่านละสังขารลงอย่างสงบ ส่วนกระผมนั้น เรียนวิชากับท่านอาจารย์ถึกได้แค่เพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของท่านเท่านั้น พอจะสรุปย่อได้ว่า ปีที่ ๑ ติดตามท่านอาจารย์ถึก ไปในที่ต่างๆ ได้เรียนรู้วิธีการโยงสายสิญจน์ และการหันหน้าปรัมพิธีไปในทิศต่างๆ ปี่ที่ ๒ เรียนปถมังกำเนิดต่างๆ ปีที่ ๓ เรียนวิชาธาตุต่างๆ ปี่ที่ ๔ เรียนอักขระและเลขยันต์ต่างๆ ปี่ที่ ๕ เรียนวิชาทักษาและการวางฤกษ์ยามต่างๆ ปีที่ ๖ ที่ ๗ ที่ ๘ เรียนพระเวทย์มนต์ต่างๆ ปีที่ ๙ เรียนเรื่องมวลสารและวัตถุอาถรรพ์ ต่างๆ ในการสร้างวัตถุมงคล ย่างเข้าปีที่ ๑๐ ออกตามหามวลสารเพื่อสร้างวัตถุมงคลตามที่อาจารย์ถึกได้สั่งเอาไว้ ส่วนเรื่องวัตถุมงคลหรือเครื่องราง การสักยันต์ ด้านแคล้วคลาดและคงกระพันชาตรี        ครูบาอาจารย์ท่านจะห้ามไม่ให้กิน ฝัก แฝง น้ำเต้า เผือก หัวปี บอน และห้ามลอดราวตากผ้า  สะพานหัวเดียว ไม้ค้ำกล้วย ส่วนเรื่องวัตถุมงคลและเครื่องรางในด้าน กันคุณสัย คุณผี คุณคน ห้ามกินอะไรบ้างนั้น ข้าพเจ้าขออุบเอาไว้ก่อน กลับมาที่เรื่องเดิม และ เมื่อหุงมวลสาร สามอังคารเสร็จแล้ว ผมได้เดินทางขึ้นไปร่วมงานพิธีที่อำเภอจักราช ผมไปถึงจุดธูปเทียนกราบท่านอาจารย์ ก็รู้ได้ทันทีว่า ท่านอาจารย์ถึก จักราช ท่านทำหน้าที่ของท่าน ได้สมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว คือได้ใช้วิชาความรู้ ที่คณาจารย์ ได้ประสิทธิ์ประสาทให้ระบือเกียรติคุณ ของคณาจารย์ทุกองค์ และยังได้ใช้วิชาความรู้ ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก และตัวท่านเองก็เปรียบเสมือนเป็นกุญแจดอกสำคัญดอกหนึ่ง ที่ไขไปพบกับตำนานของคณาจารย์หน้าหนึ่ง ที่ประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งอาจจะไม่มีใคร ได้รู้จักเลยก็ได้ ส่วนผมนั้นเปรียบเสมือนผู้ไขกุญแจ ให้ผู้ที่ได้รู้จักกับตำนานของคณาจารย์ หน้าหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ผู้วิเศษอะไร เมื่อเสร็จงานพิธี ของท่านอาจารย์ถึก จักราช แล้ว มีหลายคนรู้อยู่ว่าสมเด็จที่สร้างจากว่านนั้นเสร็จแน่นอน แต่สมเด็จที่ต้องใช้มวลสารจากกาฝากรัก การฝากมะรุม กาฝากคูณ การฝากมะยม เครือสาวหลง เกสรดอกรักซ้อน ขี่ตะไคร่ใบเสมา แป้งหินร่ำ แป้งกระแจะ น้ำมันจันทน์ ไม้ฟืนคนลอด และไม้ไก่กุก  ส่วนไม้ไก่กุกนั้นเป็นไม้ที่ไก่ตัวผู้จะหลอกล่อตัวเมียให้เข้ามาหาจะจิกไม้ไว้ในปาก ใช้เท้าคุ้ยดิน และออกเสียงกุกๆ เพื่อเรียกตัวเมียมา พอตัวเมียได้ยินเสียงกุกๆ ของตัวผู้นึกว่ามีอาหาร จะวิ่งเข้ามาหาตัวผู้ทันที พอตัวเมียวิ่งเข้ามาหา ตัวผู้จะคายไม้ที่อยู่ในปาก ตัวเมียเห็นนึกว่าเป็นอาหาร จะจิกไม้นั้นทันที ขณะที่ตัวเมียจิกไม้ไว้ในปากนั้น ตัวผู้จะขึ้นทับตัวเมีย แล้วตัวเมียรู้ว่าไม้นั้นไม่ใช่อาหาร ก็จะคายไม้ทิ้ง นั่นแหละเรียกว่าไม้ไก่กุก เราต้องจำให้แม่น ว่าเป็นไม้อันไหน ส่วนเรื่องไม้ฟืนคนลอด เป็นต้นไม้ชนิดใดก็ได้ ที่ล้มทับทางอยู่หากผู้ใดจะต้องผ่านทางนี้จะเป็นเจ้าใหญ่นายโตหรือพ่อค้าแม่ขายลูกเด็กเล็กแดง ก็ต้องก้มหัวลง เพื่อลอดต้นไม้ต้นนี้ พอลอดไปหลายปีจึงได้เรียกว่า ไม้ฟืนคนลอด ให้เอาไม้นี้มาทำฟืนในการหุงมวลสารเพื่อสร้างสมเด็จในชุดนี้ จึงมีคนจำนวนมาก บางคนก็พูดไปต่างๆ นานา ว่าจะหาเจอหรือ ของแต่ละอย่างไม่ได้หาเจอกันง่ายๆ ถ้าใครได้ฟังก็จะท้อทันที แต่สำหรับผมแล้ว ผมรู้อยู่ในใจ ตั้งแต่ผมศึกษาพระไตรปิฎกแล้ว คำว่าอภิญญาหก อิทธิวิธี แสดงฤทธิ์ได้ ทิพย์โสต ได้หูทิพย์ เจโตปริยญาณ รู้จักกำหนดใจผู้อื่น ปุพเพนิวาสานุสสติ ระลึกชาติได้ ทิพพจักขุ ได้ตาทิพย์ อาสวักขยญาณ รู้จักทำอาสวะให้สิ้น แต่ถ้าใครไม่ได้ศึกษาพระไตรปิฎก ก็จะไม่รู้ว่า ทีท่านอาจารย์ถึก ทำได้อย่างนั้น ท่านทำได้อย่างไร ท่านแสดงให้เห็นเป็นประจำ แต่ไม่มีใครรู้เท่านั้นเอง เช่น มีครั้งหนึ่งมีควานช้างจูงช้างมาหาท่านอาจารย์ถึก แล้วบอกกับท่านว่า ตา สนใจงาช้างไหม ท่านตอบกับไปว่า งาช้างที่เองเอามาขาย ตาไม่เอาดอก แต่อยากได้ที่กระเป๋าเสื้อของเองมากกว่า ท่านพูดจบ ควานช้างถึงกับยืนงงอยู่พักหนึ่ง แล้วท่านก็ขอดูงาช้างที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อของควานช้างคนนั้น ควานช้างคนนั้นก็หยิบงานช้างออกมาจากกระเป๋า แล้วส่งให้อาจารย์ถึก เป็นชิ้นงาไม่ใหญ่มากหนัก มีอักขระเขียนอยู่ ดูไม่รู้หลอกว่าใครเขียน เพราะงาไม่ได้แกะเป็นเอกลักษณ์บ่งบอก ท่านจับดูครู่หนึ่ง แล้วก็ส่งคืนให้ควานช้าง ในขณะที่ส่งงาช้างคืนให้กับควานช้าง ท่านอาจารย์ถึกก็พูดขึ้นว่า อาจารย์โง่น ท่านจาร เอาไว้ ดีนะ ควานช้างได้ยินถึงกับตกตลึง และอุทานออกมาว่า ตารู้ได้อย่างไร ว่าอาจารย์โง่น เป็นคนจารเอาไว้ ท่านหัวเราะ ควานช้างรีบยกมือไหว้ท่านอาจารย์ แล้วรีบจูงช้างออกไปอย่างเร็วไว นี้เป็นเรื่องหนึ่งที่บอกให้รู้ว่า ท่านสามารถใช้ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณได้ ส่วนเรื่องที่ท่านสามารถรู้ล่วงหน้าได้นั้น ก็เป็นเรื่องปกติ ท่านอาจารย์จะบอกคนใกล้ตัว ตลอดเวลาว่า วันนี้จะมีคนมาหากี่คน ในช่วงเวลาไหน ก็เป็นจริงทุกครั้ง แต่บางครั้งท่านเบื่อคนมากวนท่านมากๆ พอรู้ว่าจะมีคนมาหา ท่านจะหนีไปก่อนแล้ว ส่วนเรื่องอิทธิวิธี แสดงฤทธิ์ได้นั้น ท่านได้แสดงให้คนใกล้ตัวได้ดูจนเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว เช่นการผูกหุ่น ให้ไปเอาของที่อาจารย์ฝ่ายตรงข้าม จะปล่อยของมาหาท่าน ท่านรู้อยู่ก่อนแล้วจึงได้ผูกหุ่นไปเอามา พออาจารย์ฝ่ายตรงข้ามรู้ว่าของถูกชกไปแล้ว ก็รู้ทันทีว่า ทางนี้วิชาแข็งกว่า ก็จะเลิกรากันไป เรื่องนี้ผมอยู่ในเหตุการณ์ด้วย งานนั้นมี ๑๑ อาจารย์ รุมอาจารย์ถึกคนเดียว ใช้เวลาเป็นแรมเดือน งานนั้นท่านเหนื่อยมากๆ บางครั้ง ก็พลาดโดนของเขาเหมือนกัน บางคนหวังดีไปรับอาจารย์ที่เขาคิดว่าเก่ง จะมาช่วยรักษาอาจารย์ถึก แต่พอมาถึง อาจารย์ถึกท่านก็ให้กลับ อาจารย์ถึกบอกกับผมว่าอาจารย์ท่านนี้ฌานยังไม่แก่ รักษาท่านไม่ได้หลอก อาจารย์ทำน้ำมนต์รักษาตัวเองจะดีกว่า งานนั้นยืดเยื้อเป็นแรมเดือน มีของสารพัด ที่อาจารย์ทั้ง ๑๑ คน ส่งมา งานนั้นทำให้ลูกหลานอาจารย์ถึก ถึงกับอกสั่นขวัญแขวนไปกันหมด และในที่สุดก็จบด้วยหุ่น คือท่านรู้ว่า เขาจะส่งของมา อาจารย์ท่านจึงได้ผูกหุ่นไปชกเอามาก่อนแล้ว ทางนู้นรู้ว่าเสียทีอาจารย์ถึก เสียแล้ว ก็เลยยุติลง ใครอยากฟังเรื่องนี้ถ้ามีโอกาสไปจักราช ให้ไปหาน้ารัด ให้แกเล่าให้ฟังก็ได้ เพราะแกก็อยู่ในเหตุการณ์เหมือนกัน นี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง ในการแสดงอิทธิวิธี หรือแสดงฤทธิ์ ส่วนเรื่องทิพพโสต หรือหูทิพย์ มีคนเล่าให้ผมฟังว่า ไปนินทาอาจารย์ท่าน ที่ตลาดพอกลับมาท่านก็ตำหนิเอา ท่านรู้ทุกเรื่องที่ไปนินทาท่านที่ตลาด
ส่วนเรื่องทิพพจักขุ หรือตาทิพย์นั้น มีครั้งหนึ่ง ท่านรักษาคนป่วย จากการโดนคุณไสย พอรักษาหาย ก็ให้กลับบ้านไปและไม่กี่วันคนป่วยคนนั้นก็ย้อนกลับมาหาท่านอีก มาบอกกับท่านว่า ฝ่ายตรงข้ามไปหาอาจารย์ใหม่ จะทำใส่เขาอีกแล้ว ผมเห็นท่านอาจารย์ถึก ท่านนั่งขัดสมาธิ สะบัดผ้าขาวม้าพาดบ่า แล้วนั่งหลับตาครู่หนึ่ง เมื่อท่านลืมตา ก็พูดออกมาว่าไม่ต้องกลัวหลอก เพราะทางนู้นหมดเงินแล้ว ถ้าเขาจะทำเขาต้องขายรถหกล้อ เพราะอาจารย์ทางโน้น เรียกเงินค่ากำนนครูมากอยู่ ท่านยังบอกอีกว่า สบายใจได้เลยทางนู้นไม่กล้าขายรถหลอก และหลายครั้งที่ผมอยู่ในเหตุการณ์เวลาคนโดนคุณไสย มารักษากับท่านผมจะถามอาจารย์ท่านอยู่เสมอว่า อาจารย์ที่ไหนเป็นคนทำ และอยู่จังหวัดไหน ท่านจะบอกว่าอยู่จังหวัดไหน อำเภออะไร หมู่บ้านอะไร ลักษณะบ้านที่ปลูกเป็นอย่างไรท่านจะบอกได้อย่างแม่นยำ เพราะบางครั้งถ้าผมมีโอกาสผมก็จะลองไปดูตามที่ท่านบอกว่าจริงหรือไม่ เท่าที่ผมไปดูก็ไม่มีพลาดเลย ท่านพูดไว้ตรงทุกอย่าง ส่วนเรื่อง เจโตปริยญาณ รู้จักกำหนดใจผู้อื่นได้นั้น ผมก็เคยลองกับท่านเหมือนกัน ผมหาโอกาสหลายครั้งที่จะลองแต่ก็ไม่มีโอกาสสักที มาวันหนึ่งในตอนเย็นอาจารย์ให้ผมจัดสำรับกับข้าวผมเลยคิดว่า วันนี้จะลองดู เมื่อจัดอาหารเสร็จอาจารย์ท่านก็ได้นั่งทานอาหารไปได้เพียงสองคำ ผมจึงลองกล่าวคำล่วงเกินท่านในใจ เมื่อกล่าวจบท่านก็วางช้อนลง แล้วพูดขึ้นว่า พันกินไปเถิด อาจารย์ไม่กินแล้ว ผมจึงรู้ได้ทันทีว่า ท่านได้เจโตปริยญาณ และในวันนั้น ตอนที่ผมจะเดินทางกลับผมได้กราบเท้าท่านสามครั้ง แล้วกล่าวกับอาจารย์ว่า ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ถ้ากระผมล่วงเกินสิ่งหนึ่งสิ่งใด ขอท่านอาจารย์อโหสิกรรมให้กับผมด้วย ท่านยิ้มแล้วก็หัวเราะดังๆ แล้วบอกกับผมว่า โหสิ เหตุนี้กระมัง ที่อาจารย์ท่านชอบบอกกับผมเสมอว่าไม่เข้าใจตรงไหนให้ไปดูที่พระไตรปิฎก
เรื่องที่ผมเล่าให้ฟังมานี้ ก็คงสรุปได้ว่าท่านอาจารย์ถึก ได้อภิญญา ๖ โดยไม่ต้องสงสัย แต่จะเป็นโลกียะฌาน หรือโลกุตตระฌาน นั้นกระผม ไม่สามารถบอกได้เป็นเหตุทำให้ผมมีความมั่นใจว่า สมเด็จที่ท่านสั่งให้สร้าง และตามหามวลสารนั้น ต้องสร้างได้อย่างแน่นอน ผมยังบอกกับน้ารัดอีกว่า ไม่ต้องกลัวหลอก อาจารย์ถึก ท่านได้อภิญญา ๖ การพยากรณ์ของท่านั้น ไม่ผิดพลาดแน่นอนจากนั้นมาผมก็จัดแจงเรื่องสมเด็จโกธา ได้เริ่มปกเทียน ปั้มเป็นองค์พระทั้งสองบล็อก เมื่อปั้มเสร็จแล้วทางคณะสงฆ์ ก็ลงมติให้ไปทำพิธีพุทธาภิเษก ณ อุโบสถวัดช้าง อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ในวันเสาร์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน อ้าย ตรงกับวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๙ สมเด็จโกธาสร้างจำนวน ๔,๒๗๘ องค์ พิมพ์หลวงปู่ทวด ๓,๖๐๐ องค์ เมื่อพุทธาภิเษก เรียบร้อยแล้ว ได้แบ่งออกไปถึง ๑๐ กว่าวัด เพราะพระที่มาร่วมกันสร้างสมเด็จชุดนี้ มีด้วยกันถึง ๑๐ กว่าวัด และในปี พ.ศ.๒๕๕๐ ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๖ ตรงกับวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๐ ได้สร้างรูปหล่ออาจารย์ ถึก จักราช  จำนวน ๗๑๙  องค์ มีเนื้อพิเศษ เป็นเนื้อ นะวะ แก่เงิน จำนวนหนึ่งก้าน ประมาณ ๒๐ กว่าองค์ ฝังตะกรุดแคล้วคลาด จำนวน ๕๑๓ องค์ ฝังตะกรุดกันผี จำนวน ๒๐๐ องค์ และบรรจุมวลสารพิเศษ จำนวน ๓๑ องค์ และมีประคำแก่นมะขาม จำนวน ๑๐ กว่าเส้น และตรงขอกล่าวย้อนหลังไปอีกซักหน่อยว่า ในช่วงที่ตามหามวลสาร สามอังคารผมได้ถ่ายวีดีโอ ไว้เพราะว่า ตอนที่อาจารย์ถึก ท่านเล่า เรื่องของการสร้างสมเด็จ ที่อาจารย์พัน วัดสะแก ได้สร้างไว้ อย่างสนุกสนาน และตอนที่ อาจารย์ถึกเรียนจบใหม่ๆ ก็ได้สร้างขึ้นไว้ที่จังหวัดอุบลราชธานี แต่ผมจำชื่อวัดไม่ได้ ว่าท่านสร้างไว้ที่วัดใด ผมจึงคิดอย่างเดียวในตอนนั้นว่า ควรจะถ่ายวีดีโอเก็บไว้ ให้ลูกหลานได้ดู จะไม่ต้องเล่าให้เหนื่อย ผมเป็นคนที่ชอบดูรายการส่องโลก และสารคดีต่างๆ เป็นประจำอยู่แล้ว ก็เลยลองทำดูบ้างผลลัพธ์ ออกมาก็เป็นอย่างที่ท่านได้ชม คนที่ถ่ายทำก็เป็นคนที่ติดตามไปหามวลสาร ด้วยกันนั่นแหละ บางครั้งทั้งชีวิตบางคนก็ไม่เคยจับกล้องมาก่อนเลย แต่ในขณะนั้นไม่มีใครก็ต้องเป็นผู้ถ่ายทำ ส่วนมุมกล้องแปลกๆ ก็ไม่ต้องตกใจไป เพราะผมชอบดูสารคดี ก็เลยจำเขามาลองทำดูไม่ใช่มืออาชีพที่ไหนหลอก จากนั้นเป็นต้นมา ก็ได้มีการถ่ายทำทุกครั้ง จึงได้เป็นที่มา ของการทำสารคดี ในช่วง พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้มีการเทวาภิเษก เหรียญเท้ามหาพรหม และพระพิฆเนศ ในฤกษ์จันทร์ตรี ณ อุโบสถ วัดวิหารแดง จังหวัดสระบุรี และในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้มีโอกาสพบพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์และมีความงดงามเป็นอย่างมาก

ที่วัดวิหารแดง ผมจึงได้ตกลงใจในการสร้างสมเด็จจากพญาไม้ทั้ง ๕ ไว้ที่วัดวิหารแดง ส่วนพญาไม่ทั้งห้านั้นประกอบด้วย พญาปราบ พญามีฤทธิ์ พญายา และยังมีอีก ๒ พญา ได้แกะบล็อกเป็นรูปหลวงพ่อวิหารแดง ได้ตามหามวลสาร จนครบทั้ง ๕ พญา ทำพิธีหุงมวลสาร สามอังคาร และพิธีปรกเทียน ๘ ทิศ มีพระภิกษุหลายวัดมาร่วมพิธี แล้วได้ปั้มเป็นองค์พระ ในช่วงที่ปั้มเป็นองค์พระสมเด็จผมได้นำแก่นมะขาม ขึ้นไปทาง

จังหวัดสุรินทร์ อำเภอช่องจอม ผมให้ช่างจังจำนวน ๒,๐๐๐ กว่าองค์ พระพุทธรูปแก่นมะขาม ประมาณ ๓๐ ถึง ๔๐ องค์ และมีพระคู่บารมีของผมด้วย พระแก่นมะขามมี ๒ พิมพ์ พิมพ์พระพุทธเจ้า พิมพ์หลวงปู่ทวด มีจำนวน ๕ องค์ ประคำแก่นมะขาม จำนวน ๑๐ กว่าเส้น พิธีพุทธาภิเษก ณ อุโบสถ วัดวิหารแดง จังหวัดสระบุรี ส่วนเทพบันเทิงองค์ครูนั้น ในพิธีนี้ ข้าพเจ้าไม่ได้นำมาร่วมพิธีด้วย และ ในปี พ.ศ.๒๕๕๑ ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ตรงกับวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๑ ได้สร้างเหรียญ ๒ สมเด็จ ด้านหน้าเป็นรูปสมเด็จเจ้าพระโค๊ะ (หลวงปู่ทวด) พุทธซ้อน กับ องค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ด้านหลังเป็นยันต์ลายมือของท่านอาจารย์ถึก จักราช ด้านหลังแบ่งเป็น ๒ บล็อก บล็อกหนึ่ง มีชื่อวัดวิหารแดง จำนวน ๕,๑๕๐ เหรียญ บล็อก ๒ มอบให้กับ กองทัพภาคที่ ๓ มีจำนวน ๒,๓๘๑ เหรียญ ด้วยว่าสมเด็จเจ้าพระโค๊ะ กับสมเด็จพระนเรศวรพุทธซ้อนกัน จึงได้เรียกเหรียญนี้ว่า เหรียญสองสมเด็จ และในปี พ.ศ.๒๕๕๐ ได้ตามหามวลสารที่อาจารย์ถึก ให้ตามหาได้ใช้เวลาถึง ๓ ปี จึงได้ครบ ในปี พ.ศ.๒๕๕๒ มีกาฝากรัก กาฝากมะรุม กาฝากมะยม กาฝากคูณ เครือสาวหลง ขี้ตะไคร่ใบเสมา เกสรดอกรักซ้อน แป้งหินร่ำ แป้งกระแจะ น้ำมันจันทน์ ไม้ไก้กุก ไม่ฟืนคนลอด และอื่นๆ เริ่มหุงมวลสารสามอังคาร และปรกเทียนแปดทิศ ในวันเสาร์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๔ พ.ศ. ๒๕๕๒ ตรงกับวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ณ วัดดงพระราม และปั้มเป็นองค์พระ มีด้วยกัน ๕ พิมพ์ คือ พิมพ์พระพุทธเจ้าปางบิณฑบาต มีจำนวน ๕,๑๘๓ องค์ พิมพ์พระกัจจายนะ ๖,๒๕๕ องค์ พิมพ์พระสีวลี ๖,๐๑๒ องค์ พิมพ์เทพบันเทิง ๕,๔๘๕ องค์ พิมพ์นางกวัก ๕,๔๗๖ องค์ รวมสมเด็จชุดนี้ทั้ง ๕ พิมพ์ เป็นจำนวน ๒๘,๔๑๑ องค์ ด้วยสมเด็จชุดนี้มีด้วยกัน ๕ พิมพ์ เป็นพิมพ์เมตตาทั้งหมด จึงเรียกสมเด็จชุดนี้ว่า สมเด็จเบญจมหาเมตตาเขมรแกะเป็นรูปองค์พระจำนวนหลาย ๑๐ องค์ และในจำนวนนั้น ผมให้ช่างแกะพระพุทธรูปคู่บารมีของผมเอาไว้ด้วย ผมยังได้นำกาฝากมะยม ท่อนใหญ่พอควร นำไปให้ท่านที่ประเทศเขมรแกะเป็นรูปองค์ปัญจสิกขะคนธรรพบุตร งานนั้นผมกำชับช่างแกะว่า ไม้มีท่อนเดียวอย่าให้พลาดนะ เขารับปากแล้วก็แกะได้สวยพอควร และได้ทำพิธีพุทธาภิเษก สมเด็จ ๕ พญา พระพุทธรูปแก่นมะขาม ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๙ ตรงกับวันที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๐ ในพิธีนั้นมีสมเด็จ ๕ พญา ที่สร้างจากพญาไม้ทั้ง ๕

และยังมี พระกัจจายนะ ที่เทจากโลหะ พดด้วง เงินราง และลูกเป้ง และบรรจุมวลสาร ชุดนี้ไว้ในองค์ มีจำนวนการสร้างทั้งสิ้น ๔๙๙ องค์ นางกวักที่สร้างจากเนื้อนะวะ จำนวน ๒,๒๕๘ องค์ เนื้อทองเหลือง จำนวน ๘,๖๓๑ องค์ รวมทั้ง ๒ เนื้อ ๑๐,๘๘๙ องค์ และในพิธีนี้ ผมได้นำองค์ ปัญจสิกขะคนธรรพบุตร ที่แกะจากกาฝากมะยม จากประเทศเขมร มาเข้าร่วมพิธีนี้ด้วย จึงถือเป็นเทพบันเทิงองค์ครู องค์แรกที่ได้เกิดขึ้นและยังมีเงินขวัญถุงจำนวนหนึ่งตอกโค๊ดคำว่า Mิ ในวันที่ผมสาธยายมนต์ ตกประคำลุกสุดท้ายผมเหมือนภูเขาออกจากอก และภูมิใจเป็นที่สุด ที่ได้สร้างสมเด็จชุดนี้ ตามที่คณะจารย์ได้สั่งเอาไว้ สำเร็จโดยสมบูรณ์แบบทุกประการและได้พุทธาภิเษกและเทวาภิเษก ในวันเสาร์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๘ ตรงกับวันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๒ ณ อุโบสถ วัดดงพระราม จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อสร้างสมเด็จเสร็จตามที่คณาจารย์ได้สั่งเอาไว้เสร็จสิ้นแล้ว ก็จะเป็นเวลาของทีมงานที่เป็นฆราวาส ผมได้เจออยู่ก่อนแล้ว แต่ยังไม่ถึงเวลาของเขา เมื่อถึงเวลาก็เริ่มเข้ามาช่วยงานโดยลำดับ เริ่มจากรักหนองเสือ โอหนองเสือ แดงหนองเสือ รุนหนองเสือ เล็กหนองเสือ และบอยวีดี รักหนองเสือ หรือภพพรต มีอุสาห์ วิศวเครื่องกลโรงงาน เข้ามาช่วยในงานถ่ายภาพและถ่ายทำวีดีโอ ช่วยรวบรวมข้อมูลต่างๆ โอหนองเสือ หรือ (...........) เป็นผู้มีอายุน้อยที่สุดในงานนี้ เข้ามาช่วยในด้านการค้นคว้าหาข้อมูลต่างๆ และติดต่องานต่างๆในกรุงเทพฯ เล็กหนองเสือ หรือ พิชยา สุขสถิตย์ ด้วยประสบการณ์ทางด้านการค้าขายมาหลายปี ทำให้ให้สิ่งของที่เราจะต้องใช้ในงาน จะซื้อที่ไหน จะติดต่อกับใคร จะประสานงานกับใคร เล็กหนองเสือ จึงช่วยงานข้าพเจ้าได้มาก แดงหนองเสือ หรือ สายัน  ดำริเวช เป็นคนคนหนึ่ง ที่ข้าพเจ้ารู้อยู่แล้วว่า วันหนึ่งต้องเข้ามาพัวพันกับวงการดนตรีไทยเพราะตอนที่ข้าพเจ้าอยู่กับอาจารย์ถึง จักราช นั้นข้าพเจ้าเอง ยังพัวพันกับการแต่งเพลงและพัวพันกับศิลปินเพลงเพื่อชีวิตอยู่ อาจารย์ถึก จักราช ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ต่อมา วันหนึ่ง ท่านอาจารย์บอกให้ข่าพเจ้าตามหาพระภิกษุกลุ่มหนึ่ง เพื่อสร้างสมเด็จ ข้าพเจ้าจึงได้รู้ว่า ข้าพเจ้าไม่ใช่นักร้องนักแต่งเพลง แต่เป็นผู้ที่ต้องสารทยายมนต์เชิญองค์ปัญจะสิกขะคนธรรพบุตร เพื่อเป็นเทวตานุสสติ และข้าพเจ้าต้องเข้าไปพัวพันกับ วงการดนตรีไทย และนาฏศิลป์อย่างเลี่ยงไม่ได้ และแดงหนองเสือ ก็เป็นคนปีพาทย์มอญ คนหนึ่งซึ่งทำให้ข้าพเจ้าต้องเข้าไปพัวพัน กับถนนสายดนตรี ปีพาทย์ และนาฏศิลป์ แดงหนองเสือหรือ สายัน ดำริเวช เป็นลูกศิษย์ของครู บรรพต  กรานแหยม (แถม กรานแหยม) ครูบรรพต  กรานแหยม เป็นศิษย์ของครูเฉลิม  บัวทั่ง ครูบรรพต ได้ตั้งวงพาทย์มอญ  ชื่อบรรพตศิลป์ ศิษย์ของบรรพตศิลป์ รุ่นแรกๆ มีด้วยกัน ๓ คน คือ ในปีพ.ศ.ใด นั้นไม่แน่ใจนัก ครูบรรพต กรานแหยม ได้จัดงานพิธีไหว้ครู โดยได้เชิญครูเฉลิม บัวทั่ง เป็นผู้กล่าวองค์การเชิญครู และครูเฉลิม บัวทั่ง ได้จับมือศิษย์ของวงปีพาทย์มอญ บรรพตศิลป์ รุ่นแรกทั้ง ๓ คน คือ ๑. นายสายัน ดำริเวช (แดงหนองเสือ) ๒. นายวันชัย กรายแหยม ๓. นายสมคิด เรืองศิษย์  ในปีแรกมี ๓ คนเท่านั้น แต่ปีต่อๆ มา ก็มีลูกศิษย์อีกมากมาย ส่วนรุน หนองเสือ หรือ นายรุ่งอรุณ  มงคลเจริญ เป็นพนักงานบำรุงทางหมวดการทางธัญบุรี ที่ ๑ ผลงานได้รับเครื่องราชมงกุฎไทย ปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้รับเครื่องราช ช้างเผือก ปี พ.ศ.๒๕๕๐ ได้รับ(.............)ปี พ.ศ.๒๕๕๗ ส่วนอีกคนหนึ่งที่ลืมไม่ได้คือ บอยวีดีโอ ผลงานของบอยคงไม่ต้องพูดถึงทั้งงานวีดีโอ ถ่ายภาพ สิ่งตีพิมพ์ สปอตโฆษณา งานสถานีวิทยุ งานออกแบบต่างๆ บอยวีดีโอเข้ามาช่วยในการตัดต่อวีดีโอ และออกแบบงานต่างๆ ให้เป็นรูปเป็นร่างได้มากขึ้น ส่วนนามปากกาคำว่ หนองเสือ ผมเป็นคนตั้งให้พวกเขาเอง แต่ละคนมีความสามารถเฉพาะตัวอยู่แล้ว ในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ทุกคนก็เป็นกำลังสำคัญในการสร้หรียญเสาร์ ๕ ได้แกะบล็อกเป็น ๓ พิมพ์ พิมพ์แรก อาจารย์ถึกพุทธซ้อนกับพระคู่บารมีของท่าน พิมพ์ที่ ๒ ผมได้ใช้เทพบันเทิง องค์ครูเป็นต้แบบ พิมพ์ที่ ๓ เป็นพระพุทธรูปคู่บารมีของข้าพเจ้า สร้างในวันเสาร์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๕ ปี ขาล ตรงกับวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๓ และได้สร้างตระกุดพญาเสือ (ตระกุดเสือทอง) ไว้ในวันนั้นจำนวนหนึ่ง ซึ่งทำมาจากหน้าผากเสือโคร่ง และตระกุดทองเหลืองสร้างไว้พอสมควรอีกจำนวนหนึ่ง เหรียญอาจารย์ถึก มีเนื้อเงิน ๖ เหรียญ เนื้อนะวะ ๙ เหรียญ เนื้อลงยา ๗ สี ๑๐๕ เหรียญ เนื้อรมดำ ๕๐๒ เหรียญ เนื้อทองเหลือง ๔๑๙ เหรียญ เนื้อตะกั่ว ๒,๒๖๗ เหรียญ รวมเหรียญอาจารย์ถึก ทั้งหมด ๓,๓๐๘ เหรียญ พิมพ์เหรียญเทพบันเทิง เนื้อเงิน ๖ เหรียญ เนื้อนะวะ ๑๐ เหรียญ เนื้อลงยา ๗ สี ๒๐๔ เหรียญ เนื้อทองเหลือง ๘๑๓ เหรียญ เนื้อทองแดงรมดำ ๑,๐๐๖ เหรียญ เนื้อตะกั่ว ๓,๐๘๐ เหรียญ รวมเหรียญเทพบันเทิงทั้งหมด มีจำนวน ๕,๑๑๙ เหรียญ พิมพ์ที่ ๓ พิมพ์พระคู่บารมีของข้าพเจ้า เนื้อเงิน ๖ เหรียญ เนื้อนะวะ ๑๐ เหรียญ เนื้อทองเหลือง ๑๐ เหรียญ เนื้อลงยา ๗ สี ๑๐๕ เหรียญ เนื้อตะกั่ว ๒,๓๔๖ เหรียญ รวมจำนวนทั้งสิ้น ๒,๔๗๗ เหรียญ รวมเหรียญทั้ง ๓ พิมพ์ เป็นจำนวน ๑๐,๗๗๓ เหรียญ พุทธาภิเษกและเทวาภิเษก ณ อาศรมของท่านอาจารย์ถึก จักราช จังหวัดนครราชสีมา

และในช่วงที่สร้างเหรียญเทพบันเทิงออกมานั้น บางคนก็มักจะถามถึงเรื่องราวของท่านมาก และอยากรู้รูปร่างลักษณะของท่านว่าเป็นอย่างไร ในตอนนั้นผมเริ่มตามหาคนที่จะวาดภาพท่านให้ออกมาตามจินตนาการตามพระไตรปิฎกได้สาธยายไว้ แต่ก็ไม่มีใครที่จะวาดภาพท่านได้ ในช่วงนั้นบอยวีดีโอ ก็เริ่มตัดต่อสาระคดี ออกมาใหม่ให้ดีขึ้น เพราะก่อนหน้านั้นผมตัดต่อกันเอง จึงสะเปะสะปะไปหมด ในช่วงที่ตัดต่อสาระคดี บางครั้งก็มีโอกาส ได้เห็นบอยวีดีโอแต่งภาพเก่าที่ชำรุดให้ออกมาใหม่ตัดต่อภาพต่างๆ ผมจึงมีความคิกว่า เราได้เก็บภาพเทพต่างๆ รูปพิณ และรูปโต๊ะ จึงได้ลองจินตนาการดูว่า ถ้าจะประกอบเป็นองค์เทพบันเทิง จะเป็นไปได้ไหม พอลองดูแล้วก็น่าจะเป็นไปได้ ในวันนั้นตรงกับวันที่ ๒๕ เดือน ๗ พ.ศ.๒๕๕๔ ผมได้นำรูปภาพทั้งหมดพร้อมพระไตรปิฎก ไปหาบอยวีดีโอ ที่คลอง ๑๓ พอไปถึงก็พบว่า บอยวีดีโอได้คุยอยู่กับหลวงพี่จง (พระบรรจง วิสารโท วัดพิชิตปิตยาราม ) อยู่ก่อนแล้ว พอไปถึง ผมก็เริ่มเข้าเรื่องเลย ผมพูดกับบอยว่า อยากได้หน้าองค์นี้ ตัวเทพองค์นี้ พิณอันนี้ โต๊ะอันนี้ แล้วก็ประกอบให้เป็นองค์ หลวงพี่จง ท่านได้ยิน ถึงกับหัวเราะ แล้วเดินออกไปจากร้าน ผมพอจะนึกรู้อยู่เหมือนกันว่า ท่านคิดอะไรอยู่ ส่วนบอยนั้นไม่ได้ปฏิเสธอะไร แต่ก็ไม่รับปาก ว่าจะทำได้หรือไม่ บอยเริ่มตัดต่อและประกอบดู

และบางส่วนต้องวาดขึ้นมาใหม่ก็มี ในช่วงที่วาดภาพนี้ ผมสองคนกับบอย มีความรู้สึกแปลกๆ บอยบอกว่า บางครั้งขนก็ลุกขึ้นมาเฉยๆ มีความรู้สึกว่าบางสิ่งบางอย่างอยู่ใกล้ๆ ตัว บางครั้งคอมพิวเตอร์ก็แฮงค์ดับไปเฉยๆ เมื่อประกอบเป็นรูปองค์แล้ว ก็ต้องระบายสี ผ้าที่ท่านนุ่ง พิณที่ท่านถือ รูปกายท่านต้องสีเหลืองเหมือนทอง ให้ตรงตามพระไตรปิฎก และก็หาฉากด้านหลังให้เข้ากัน ส่วนโต๊ะที่ท่านนั่ง เป็นโต๊ะไม้ของผมเอง ผมให้บอยถ่ายรูปโต๊ะ แล้วลองเอาไปซ้อน ให้ท่านนั่งก็ออกมาดูดี บอยใช้เวลากับภาพนี้ ประมาณ ๑ เดือน แก้ไขอยู่หลายหน จึงแล้วเสร็จ ออกมาอย่างที่ทุกคนเห็น สรุปว่าหลายๆคน เห็นแล้วต้องตลึงรวมถึงหลวงพี่จงด้วย ทุกคนพูดกันเป็นเสียงเดียวว่า สวยงามมากๆ แต่คนส่วนใหญ่มัดจะไม่เชื่อ ว่าบอยวีดีโอเป็นผู้วาดและประกอบภาพนี้ ซึ่งก็เป็นเรื่องตลกที่คุยกันในกลุ่มของทีมงาน ในวันที่ภาพนั้นเสร็จ ผมดีใจมาก ผมรู้ได้ทันทีว่า ๒,๕๐๐ กว่าปี ที่เรื่องราวของท่านและรูปลักษณะของท่านที่มาในพระไตรปิฎกมาวันนี้ถึงเวลาของท่านแล้ว และในปี พ.ศ.๒๕๕๕ พวกผมทั้งคณะทีมงานก็ได้ย้อนกลับไปทำ พิธีเทวาพิเษก ณ อาศรมของท่านอาจารย์ถึก จักราช อีกครั้ง ไปครั้งนี้ผมได้สร้างธง และ สติกเกอร์ติดหน้ารถ ไปทำพิธีได้ใช้ภาพเทพบันเทิงมาเป็นแบบด้านหน้า ภาพอาจารย์ถึกเป็นแบบด้านหลัง งานนั้นลูกหลานอาจารย์ถึก จักราช ตื่นเต้นกันมาก เพราะไม่เคยเห็นรูปอาจารย์ถึก เต็มตัวแบบนี้มาก่อน เพราะตัวอาจารย์ถึก ถ้าไม่ขออนุญาตนั้น จะถ่ายรูปไม่ติด ลูกหลานของท่านอาจารย์มาร่วมกันทำบายศรี ในพิธีนี้ด้วย งานดูคึกคักมาก ธงและสติ๊กเกอร์ แบ่งออกเป็นหลายขนาด ดังนี้ ธงเทพบันเทิง ๓๖ นิ้ว มี ๓๐๗ ผืน ธงอาจารย์ถึก จักราช ๓๖ นิ้ว มีจำนวน ๒๐๖ ผืน ธงขนาด เอ ๔ มีจำนวน ๕๑๘ ผืน ธงขนาด ๖ นิ้ว มีจำนวน ๕,๐๕๗ ผืน รวมจำนวนธงทั้งหมด ๖,๐๘๘ ผืน และยังมีสติ๊กเกอร์ ขนาดเอ ๔ และขนาด ๔.๕ นิ้ว รวมทั้งสิ้น ๕,๐๐๐ กว่าแผ่น เทวาภิเษก ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๓ ตรงกับวันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๕ส่วนเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง ที่ข้าพเจ้าได้สัมผัสกับองค์ปัญจสิกขะ ท่านดูเหมือนจะพูดถึงชื่อเพลงเพลงหนึ่ง คือบทเพลงแห่งคนธรรพ์ ปกติแล้วที่ผมได้สัมผัสกับท่าน ท่านจะบรรเลงให้ได้ยินมากกว่า แต่มาคราวนี้ ดูเหมือนจะกล่าวถึงแต่เรื่อง ชื่อบทเพลงแห่งคนธรรพ์ และชื่อเพลงเพลงนี้ ก็ยังสะกิดอยู่ในใจของผมตลอดเวลา ผมคิดเท่าไร ก็คิดไม่ออก จนกระทั่ง ผมมาลองลำดับเหตุการณ์ดูว่า ชื่อบทเพลงแห่งคนธรรพ์ ก็คือ บทเพลงที่ท่านขับร้องไว้เท่านั้น เพราะฉะนั้น เนื้อร้องของเพลงต้องอยู่ในพระไตรปิฎก ผมจึงไปค้นคว้าดู ก็พบว่ามีอยู่จริงในสักกะสูตร เนื้อความได้กล่าวเอาไว้ว่า ท้าวสักกะ ถึงการต้องสิ้นอายุไข อยากจะฟังธรรม ได้มาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรวจดูแล้วว่าอินทรีย์ของท้าวสักกะยังไม่แก่กล้า จึงไม่แสดงพระธรรมเทศนา ท้าวสักกะท่านวิตกมาก แลเห็นองค์ปัญจสิกขะคนธรรพบุตร จะได้เป็นที่พึงคราวนี้ ท่านองค์ปัญจสิกขะคนธรรพบุตรนั้น สามารถเข้าเฝ้าองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและฟังธรรมได้ตลอดตามความประสงค์ ท้าวสักกะจึงมีเทวะองค์การให้ปัญจสิกขะ ไปทูลเชิญองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เนื้อความตามพระไตรปิฎกได้บรรยายไว้ว่า ท่านขับกล่อมเสียงพิณจนจบ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสชมเสียงพิณขององค์ปัญจสิกขะคนธรรพบุตร ว่าไพเราะและกลมกลืน พระองค์ได้ตรวจดูอินทรีย์ของท้าวสักกะแล้วเห็นว่า แก่กล้าแล้ว ท่านจึงได้แสดงพระธรรรมเทศนา จบพระสูตร ท้าวสักกะได้บรรลุพระโสดาบันและยกย่ององค์ปัญจสิกขะคนธรรพบุตรไว้ในฐานะของเทพบิดร แล้วแต่งตั้งเป็นคนธรรมราช ผมจึงรู้ได้ทันทีว่า มีเนื้อร้องของท่านอยู่แล้วจึงได้ปรึกษากับผู้รู้หลายท่าน เพราะในพระไตรปิฎก ได้บรรยายไว้ว่า ท่านพรรณนาเป็นร้อยกรอง ผมจึงได้ไปปรึกษากับพระเปรียญธรรม ด้วยกันหลายรูป ลองแปลบาลีเป็นไทย แล้วแปลไทยเป็นร้องกรอง แต่ก็แปลไม่ได้ทั้งหมด ค่อนข้างยากมากๆ ผมจึงตัดสินใจ ให้แดง หนองเสือ ติดต่อให้นายสมัคร การแหยม เข้ามาปรึกษากันดู รต.สมัคร การแหยม เป็นลูกศิษย์ของครูเฉลิม บัวทั่ง ซึ่งท่านเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาดนตรีไทย ปี พ.ศ.๒๕๒๙ และมีวงปี่พาทย์ ชื่อ วงศิษย์ดุริยศัพท์ ส่วนครูเฉลิมบัวทั่งนั้น ท่านเป็นศิษย์ของ พระยาประสาน ดุริยศัพท์ ส่วน ร.ต.สมัคร  การแหยม นั้นทำงานอยู่ในดุริยางค์ทหารบก อยู่แล้ว จึงได้ปรึกษากันดู ว่าจะทำได้หรือไม่ ร.ต.สมัคร การแหยม ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ก็รับปากและจะลองทำดู ผมได้มอบพระไตรปิฎก สักกะสูตร และตั้งโจทย์ เอาไว้ว่า พลิ้วหวานมีพลัง เข้มขลังแรงศรัทธา จบด้วยรุ้นระทึก ร.ต.สมัคร การแหยม ก็เต็มใจและรับปากว่าจะทำให้ดีที่สุด แต่จะออกมาเป็นแบบไหนนั้นต้องรอฟังข่าวกันต่อไป และถ้าผู้ใด อยากเห็นเนื้อร้องของท่านก็ให้ไปดูในพระไตรปิฎก สักกะสูตร ก็จะพบเนื้อร้องของท่าน ส่วนเรื่องราวของข้าพเจ้าก็มีแต่เพียงเท่านี้ ส่วนจะมีอะไรเพิ่มเติมนั้น ก็โปรดติดตามกันต่อไป

ซึ่งในสุดท้ายนี้ ก็จะขอเพิ่มเติม คำว่าพุทธานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธัมมานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระธรรมคำสอน  สังฆานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระอริยสงฆ์  เทวตานุสสติ ระลึกถึงคุณของเทวดา ซึ่งในส่วนของเทวดาที่เป็นเหตุใกล้แห่งพุทธคุณนั้น คงไม่พ้นองค์ปัญจสิกขคนธรรพบุตร(เทพบันเทิง) เพราะท่านสามารถเข้าเฝ้าองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตลอดเวลา ถ้าเป็นในส่วนของพระอริยเจ้า ก็คงไม่พ้นพระอานนท์เถระ ผู้เป็นพุทธอุปัฏฐาก ท่านเป็นเหตุใกล้พุทธคุณ ส่วนองค์ปัญจสิกขคนธรรพบุตร(เทพบันเทิง) ซึ่งมีเหตุกับข้าพเจ้านั้น ก็เริ่มตั้งแต่ที่ครูบาอาจารย์ให้ข้าพเจ้าได้สาธยายมนต์เชิญท่านลงนั้น เพื่อให้เป็นเหตุใกล้พุทธคุณ การที่ท่านจะลงมาเข้าทรงหรือสิงมนุษย์นั้น ไม่ใช่ฐานะ เพราะจะทำให้มนุษย์ขาดสติ และเมื่อมนุษย์ขาดสติสัมปัชชัญญะนั้น ซึ่งขัดต่อพระธรรมคำสอนอย่างแน่นอน เพราะในขณะนี้พระธรรมคำสอน ยังมีอยู่  ผู้ทรงพระไตรปิฏกก็ยังมีอยู่มาก การที่ครูบาอาจารย์ ให้ข้าพเจ้าสร้าง วัตถุมงคล และได้สาธยายคุณของท่านลงไปนั้นเป็นเครื่องหมาย เครื่องรู้ของจิต เครื่องระลึกของสติ นั่นเอง ผู้ใดเห็นองค์ปัญจสิกขคนธรรพบุตร(เทพบันเทิง) ยามใด ก็จะเป็นเหตุใกล้ในการระลึกถึงคุณขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งทั้งหมดก็เป็นวัตถุประสงค์ของท่านครูบาอาจารย์ที่ได้สืบทอดต่อกันมา